10 คาดการณ์ด้าน Data Center และ Cloud ในปี 2019

เว็บไซต์ Networks World ได้คาดการณ์แนวโน้มทางด้าน Data Center และ Cloud ที่น่าจับตามองในปี 2019 รวมทั้งสิ้น 10 รายการ สามารถสรุปได้ดังนี้

1. Edge Computing จะแพร่หลายมากขึ้น

Edge Computing ช่วยลดภาระงานของ Data Center และช่วยลด Response Time ให้เหลือระดับ 10 มิลลิวินาทีได้ แต่เทคโนโลยีดังกล่าวจำเป็นต้องมีโมเดลธุรกิจใหม่มารองรับเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งเจ้าของธุรกิจและผู้บริโภค

2.  ระบบทำความเย็นด้วยน้ำจะเริ่มถูกนำมาใช้

เมื่อโลกเข้าสู่ยุค Big Data และ AI ทำให้ระบบประมวลผลต้องใช้กำลังถึง 200 – 300 วัตต์ ส่งผลให้การระบายความร้อนด้วยอากาศไม่เพียงพออีกต่อไป ระบบทำความเย็นด้วยน้ำซึ่งมีประสิทธิภาพในการระบายความร้อนได้ดีกว่าหลายพันเท่าจึงเริ่มถูกนำเข้ามาใช้มากขึ้น

3. AI จะเข้ามาแก้ปัญหา Human Error

Data Center ในยุคดิจิทัลมีองค์ประกอบและการเชื่อมต่อกันอย่างซับซ้อน การบริหารจัดการทั้งหมดด้วยตัวผู้ดูแลระบบเองอาจก่อให้เกิดความผิดพลาดได้ง่าย AI จึงเข้ามามีส่วนช่วยในการเฝ้าระวังและปรับแต่งการตั้งค่าต่างๆ แทนที่มนุษย์ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดปัญหา Human Error ลงได้

4. Data Center ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง

แม้ระบบ Cloud จะมีขุมพลังในการประมวลผลมหาศาล แต่ก็มีค่าใช้จ่ายที่สูง ส่งผลให้ Data Center กลับมามีความจำเป็นอีกครั้ง โดยจะมีประสิทธิภาพและเอนกประสงค์มากกว่าเดิม เหมาะสำหรับภาระงานที่มี Data Set ขนาดใหญ่ เช่น BI, Analytics และ AI/ML ซึ่งถ้านำไปประมวลผลบน Cloud จะมีค่าใช้จ่ายสูงมาก

5. ภาระงานจะย้ายจาก Endpoints มายัง Data Center

ข้อมูลจะมีประโยชน์อย่างมหาศาลเมื่อถูกนำมาประมวลผลและใช้งาน ซึ่งอุปกรณ์ปลายทางอย่างสมาร์ตโฟน แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์ทำหน้าที่ได้เพียงเก็บข้อมูลอย่างเดียว ซึ่งไม่ตอบโจทย์ตรงจุดนี้ ส่งผลให้ข้อมูลที่อยู่ในอุปกรณ์เหล่านั้นจะถูกย้ายมายัง Data Center หรือ Cloud เพื่อทำ Analytics มากขึ้น

6. Microservices และ Serverless มาแน่

Virtualization เป็นเทคโนโลยีสุดวิเศษ แต่ก็กินทรัพยากรมหาศาลเช่นกัน ในเซิร์ฟเวอร์แต่ละเครื่องสามารถติดตั้งได้ไม่กี่ VM เท่านั้น ต่างจาก Microservices/Containers ขนาดเล็กซึ่งใช้หน่วยความจำเพียงหลัก 10MB หรือ Serverless ที่มีขนาดเล็กลงไปอีกเพราะทำหน้าที่เพียงฟังก์ชันเดียว ที่สำคัญคือเทคโนโลยีเหล่านี้สามารถ Migrate ไปมาระหว่างระบบ Cloud และ On-Premises ได้ง่ายด้วย

7. AWS และ Google โฟกัสที่ Hybrid Cloud

AWS และ Google ประสบความสำเร็จจากการเป็นผู้ให้บริการ Public Cloud เพียงอย่างเดียว แต่หลังจากที่ Microsoft และ IBM ก้าวเข้าสู่ตลาดพร้อมกับเครื่องมือสำหรับ On-premises และ Hybrid Cloud จนกลายเป็นผู้นำเช่นเดียวกัน ทำให้ทั้ง AWS และ Google เริ่มให้ความสนใจกับบริการสำหรับ On-premises และ Hybrid Cloud มากขึ้น

8. Bare Metal ยังคงเติบโตเช่นกัน

Bare Metal ช่วยให้เราสามารถเช่าใช้ CPU, Memory และ Storage แล้วไปใส่ซอฟต์แวร์ตามที่ต้องการได้ ซึ่งง่ายต่อการย้ายภาระงานจาก Data Center หนึ่งไปยังอีก Data Center หนึ่งหรือขึ้น Cloud โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขอะไร ปัจจุบันนี้ IBM และ Oracle เป็นผู้นำในการให้บริการ พร้อมๆ กับให้บริการซอฟต์แวร์ไปด้วยในตัว เช่นเดียวกับ AWS ที่เริ่มก้าวเข้ามาสู่ตลาดนี้

9. ปีแห่งการตัดสินใจของ Oracle

Oracle กำลังอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เนื่องจากธุรกิจระบบ Cloud ยังตะกุกตะกัก ตาม AWS, Microsoft, Google และ IBM ไม่ทัน ในขณะที่การคำนวณ License ก็มีความซับซ้อน และธุรกิจฮาร์ดแวร์ก็ค่อนข้างเงียบเหงา ผู้บริหารของ Oracle ต้องรีบปรับกลยุทธ์โดยเร็ว

10. ผู้ให้บริการระบบ Cloud ต่างแย่งชิง Desktop

Microsoft ไม่ใช่ผู้ให้บริการรายเดียวที่เปิดศึกแย่งชิงตลาด Virtual Desktop ที่เชื่อมต่อกับระบบ Cloud โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2019 นี้ที่ Windows 7 จะยกเลิกการสนับสนุนในปีถัดไป จะกลายเป็นปีแห่งการเปลี่ยนผ่าน ซึ่งต้องมาดูว่าผู้บริโภคจะอัปเกรดไปใช้ Windows 10 หรือเปลี่ยนมาใช้ AWS Workspaces และ Google Chromebooks แทน