Amazon RDS จับฐานข้อมูลไปไว้ในคลาวด์

Amazon ผู้ให้บริการระบบคลาวด์หมายเลขหนึ่งของโลกก้าวสู่การให้บริการฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ด้วยการนำเสนอ Amazon Relational Database Service (RDS) ต่อไปนี้เราจะไปดูรายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับ Amazon RDS ว่ามีคุณสมบัติหลัก และแอพพลิเคชันอะไรบ้าง รวมถึงการใช้งาน Amazon RDS สำหรับ MySQL, SQL Server และ Oracle อีกด้วย

 

ทำความรู้จักบริการ Amazon Relational Database

บริการฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ของ AWS เป็นบริการระบบคลาวด์ที่ช่วยให้คุณสามารถสร้าง ดำเนินการ และตรวจวัดฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ได้ บริการนี้คุณสามารถเข้าถึงไฟล์และฐานข้อมูลของคุณได้จากทุกที่ในขณะที่ยังใช้งานได้อย่างคุ้มค่า และสามารถปรับขนาดได้มาก ซึ่งมีชื่อบริการที่รู้กันโดยทั่วไปว่า “Amazon RDS”

 

เหตุผลที่ควรนำฐานข้อมูลของคุณไปไว้ในระบบคลาวด์

นอกเหนือจากประโยชน์ที่เห็นได้ชัดของการอยู่ในระบบคลาวด์ยังประโยชน์อื่นๆ ทั้งทำให้คุณไม่ต้องเสียเวลาจัดการฐานข้อมูลซึ่งเป็นงานที่น่าเบื่อด้วยตนเอง   โดย AWS ทำหน้าที่ดูแลการบริหารจัดการทั้งหมด ดังนั้นคุณสามารถมุ่งเน้นการทำงานไปที่ธุรกิจของคุณได้มากขึ้น

 

อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ คุณสามารถเปิดใช้งานอินสแตนซ์ฐานข้อมูลได้อย่างง่ายดายโดยใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที เพราะมีทุกอย่างที่คุณต้องการไว้ให้หมดแล้วตั้งแต่ฮาร์ดแวร์ไปจนถึงซอฟต์แวร์ของฐานข้อมูลมีการตั้งค่าไว้ให้เรียบร้อย นอกจากนี้ AWS ยังมีการกำหนดค่าซอฟต์แวร์ไว้ให้ล่วงหน้าด้วย

 

ยิ่งไปกว่านั้น คุณสามารถปรับใช้อินสแตนซ์ฐานข้อมูลของคุณในช่วงเวลาที่มีการใช้งานหนักได้มากขึ้น แและลดขนาดลงในช่วงเวลาปกติ ตัวอย่างเช่น ในแต่ละวันอาจมีการใช้งานวิดีโอของเว็บไซต์ในช่วงเวลาสูงสุดระหว่างเวลา 19.00 ถึง 23.00 น. ซึ่งเว็บไซต์จะต้องมีฐานข้อมูลที่สามารถทำงานเกี่ยวกับวิดีโอได้ทันทีภายในสองสามวินาทีเพื่อรองรับผู้ใช้จำนวนมากได้

 

RDS ยังช่วยให้คุณสามารถเรียกใช้สำเนาของฐานข้อมูลหลักของคุณได้ ซึ่งทำให้รับรายงานทางธุรกิจตามปกติได้

 

Amazon RDS ยังได้รับการดูแลด้านความปลอดภัยเป็นอย่างดี และได้รับการเสริมสร้างโดยการออก Patch เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและการรักษาความปลอดภัยที่สำคัญ

 

คุณสามารถทำสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดได้โดยไม่ต้องเพิ่มเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิคเข้ามาในทีมแม้แต่คนเดียว  ไม่เพียงเท่านั้น  AWS ยังดูแลงานด้านเทคนิคและการบริหารจัดการต่างๆ รวมถึงมีบริการระบบอัตโนมัติให้เลือกใช้งานมากมาย

 

ฟังก์ชันการทำงานและคุณสมบัติของ Amazon RDS

 

Amazon RDS ให้ประโยชน์สูงสุดผ่านทางคุณสมบัติต่างๆ ที่น่าประทับใจ ได้แก่ :

 

Amazon CloudWatch

บริการพื้นฐานแบบไม่มีค่าใช้จ่ายที่มาพร้อมกับการสมัครสมาชิก RDS ซึ่งช่วยให้เข้าถึงมาตรวัดที่สำคัญสำหรับอินสแตนซ์ฐานข้อมูลของคุณ รวมถึงการทำงานของ I / O การเชื่อมต่อของอินสแตนซ์ ความจุของหน่วยจัดเก็บข้อมูล หน่วยความจำ และข้อมูลการประมวลผล

 

การสำรองข้อมูลอัตโนมัติ และการติดตั้งซอฟต์แวร์

คุณจะได้รับ Patch ล่าสุดทั้งหมดสำหรับซอฟต์แวร์ฐานข้อมูลของคุณโดยอัตโนมัติ นอกจากนี้คุณยังสามารถกำหนดเวลาลง Patch ของซอฟต์แวร์ของคุณได้โดยการใช้โปรแกรมจัดการเวอร์ชันของเอ็นจิ้นฐานข้อมูล (DB Engine Version Management) และสำหรับการสำรองข้อมูลอัตโนมัติ  AWS จะสำรองข้อมูลทุกอย่างในฐานข้อมูลของคุณไว้ รวมถึงบันทึกประวัติการทำธุรกรรมจนถึงห้านาทีล่าสุด ซึ่งการสำรองข้อมูลอัตโนมัติเหล่านี้จะถูกเก็บไว้ตามระยะเวลาที่คุณระบุไว้ แต่ไม่เกินสามสิบวัน

 

ทำ Snapshots ฐานข้อมูล

ในขณะที่ระบบสำรองข้อมูลกำลังทำงานอยู่ คุณสามารถทำ Snapshots ฐานข้อมูล ซึ่งเป็นการสำรองอินสแตนซ์ฐานข้อมูลของที่ถูกกำหนดโดยผู้ใช้สร้างขึ้น แล้วเก็บไว้จนกว่าคุณจะลบทิ้งไป

 

ปรับขนาดได้ง่าย

คุณก็สามารถปรับขนาดฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ของคุณบน Amazon RDS  เพียงแค่กดปุ่มพร้อมกับใช้ AWS Management Console  หรือผ่านทาง  API ที่ถูกกำหนดขึ้นมาโดยเฉพาะสำหรับ RDS ซึ่งหมายความว่าคุณสามารถเพิ่มหรือลดความต้องการ RDS ได้ในเวลาเพียงไม่กี่นาที

 

การเปลี่ยนโฮสต์

หากฮาร์ดแวร์บนระบบบางส่วนของ AWS ทำงานผิดพลาด คุณก็มั่นใจได้ว่า AWS จะนำทุกอย่างมาเปลี่ยนให้โดยอัตโนมัติ

 

การทำซ้ำ

มีคุณสมบัติการทำซ้ำ 2 แบบบน AWS คือ แบบทำซ้ำการอ่าน และการใช้งานแบบ Multi-AZ สิ่งนี้หมายความว่าฐานข้อมูลของคุณพร้อมใช้งานอยู่ตลอดเวลา และฐานข้อมูลของคุณจะได้รับการปรับปรุงอยู่เสมอแม้ในกรณีที่เกิดปัญหา

 

คุณสมบัติอื่นๆ

ด้วย Amazon RDS คุณสามารถสร้าง แก้ไข หรือยกเลิกอินสแตนซ์ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ได้อย่างง่ายดายโดยใช้ APIs ที่ทำงานผ่านเว็บทั่วไป หรือผ่านทาง AWS Management Console หากคุณกำลังใช้บริการอื่นๆ ของ AWS อยู่ คุณก็จะประทับใจในการทำงานระหว่าง Amazon RDS กับบริการเหล่านั้นที่เป็นไปอย่างราบรื่น คุณสามารถเข้าถึงฐานข้อมูลจากบริการคลาวด์ที่ AWS นำเสนอด้วยความหน่วงต่ำมาก

 

นอกจากนี้หากคุณมีแอพพลิเคชันไว้ใช้งานอยู่แล้ว คุณสามารถโอนแอพลลิเคชั่นเหล่านั้นไปไว้ใน Amazon RDS ได้อย่างง่ายดาย ยิ่งไปกว่านั้น คุณยังสามารถจ่ายเงินตามสิ่งที่คุณได้ใช้งานไป โดยที่ไม่ต้องจ่ายเงินสำหรับทรัพยากรที่คุณไม่ได้ใช้งานอีกต่อไป

 

วิธีการใช้งาน  Amazon RDS ขององค์กรต่างๆ

แล้วมีวิธีใช้งานฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์กันอย่างไร ซึ่งหมายถึงการใช้งานที่แตกต่างหลากหลายไปตามความต้องการของบริษัทต่างๆ ที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้น Amazon RDS จึงให้วิธีการที่ทำให้ลูกค้าใช้ฐานข้อมูลของพวกเขาเองสำหรับปริมาณงาน และแอพพลิเคชันของตนเองได้อย่างง่ายดาย

 

ตัวอย่างเช่นวอชิงตันโพสต์ใช้ Amazon RDS ในการก็บข้อมูลระบบหลังบ้านสำหรับเว็บวิดเจ็ตและข้อมูลอื่นๆ ของเว็บ ในทางกลับกัน ทางโซนี่ คอมพิวเตอร์ เอ็นเตอร์เทนเมนต์ใช้ในการให้ข้อมูลผู้เล่นเกมออนไลน์ PlayStation บน RDS ส่วนบริษัทเกมบนสังคมเครือข่ายอย่าง กัมมี่ (Gumi) ใช้ RDS เพื่อให้ลูกค้าเล่นเกมต่างๆ ของพวกเขาได้

 

ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ของ AWS รองรับเอ็นจิ้นต่างๆ

Amazon RDS สามารถรองรับเอ็นจิ้นระบบฐานข้อมูลที่แตกต่างกัน 3 แบบ คือ MySQL, Oracle และ  SQL Server

 

MySQL

Amazon RDS ช่วยให้คุณสามารถตั้งค่า จัดการ และปรับขนาดฐานข้อมูล MySQL ในระบบคลาวด์ได้อย่างง่ายดาย นอกจากนี้คุณยังสามารถใช้วิธีการแบบ Multi-AZ เพื่อจำลองฐานข้อมูลของคุณได้อีกด้วย อินสแตนซ์ฐานข้อมูลขนาดจิ๋วมีราคาเริ่มต้นถูกเพียง  0.025 เหรียญต่อชั่วโมง

 

 

Oracle

ก็คล้ายกับ Amazon RDS สำหรับ  MySQL แต่คุณยังสามารถสร้างและใช้ฐานข้อมูล Oracle บน Amazon RDS ได้อย่างง่ายดาย แต่สิ่งหนึ่งที่ต่างไปก็คืออินสแตนซ์ฐานข้อมูลขนาดจิ๋วแบบตามสั่งมีราคาแพงกว่า โดยมีราคาเริ่มต้นถูกเพียง  0.080 เหรียญต่อชั่วโมง

 

SQL Server

อินสแตนซ์ฐานข้อมูลแบบตามสั่งมีราคาเริ่มต้นเพียง 0.17 เหรียญ Amazon RDS สำหรับ SQL Server ยังให้คุณสามารถย้ายฐานข้อมูล SQL Server ไปไว้ในระบบคลาวด์ได้ภายในไม่กี่นาที Amazon RDS รองรับการทำงานของ SQL Server 2008 R2 และ 2012

 

ที่มา:https://www.pluralsight.com/blog/it-ops/amazon-rds-features

 

Share
FacebookTwitterGoogle+