รับมือแนวโน้มการประมวลผลคลาวด์ปี 2018

ในช่วงปลายปีแบบนี้ผู้บริหารธุรกิจและผู้บริหารด้านไอทีหลายท่านมักจะหันมาให้ความสนใจเป็นพิเศษว่าจะมีวิธีนำเอาเทคโนโลยีมาใช้งานเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ทางธุรกิจในปี พ.ศ. 2561 ได้อย่างไร ซึ่งเราได้รวบรวม 5 แนวโน้มของการประมวลผลคลาวด์ซึ่งธุรกิจต่างๆ จะต้องเตรียมพร้อมรับมือในปีหน้า ได้แก่

1. โซลูชันด้านการให้บริการระบบคลาวด์จะเติบโตเพิ่มขึ้น

ซอฟต์แวร์ที่อยู่ในรูปแบบของบริการ หรือ SaaS (Software as a Service) จะมีความยืดหยุ่นและมีราคาที่น่าสนใจมากขึ้นสำหรับธุรกิจและผู้บริโภคที่เริ่มลองใช้บริการระบบคลาวด์ในระยะแรก การเติบโตของโครงสร้างพื้นฐานและแพลตฟอร์มที่อยู่ในรูปแบบของบริการ หรือ (Iaas และ PaaS ตามลำดับ) จะทำให้มีโซลูชันทางด้านคลาวด์ให้ใช้งานเพิ่มมากขึ้นทั้งในส่วนของคลาวด์ส่วนตัว และสาธารณะ ในปี 2561 เราคาดว่าจะเห็นองค์กรต่างๆ อีกเป็นจำนวนมากที่ใช้ประโยชน์จากระบบคลาวด์ที่มีความเรียบง่ายและมีประสิทธิภาพสูงขึ้น

 

จากผลการสำรวจเกี่ยวกับบริการคลาวด์ที่ Cisco จัดทำต่อเนื่องกันมาตั้งแต่ปี 2559 พบว่าโซลูชันเหล่านี้จะยังคงถูกติดตั้งและใช้งานทั่วโลกเพื่อบรรลุเป้าหมายที่หลากหลายในระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน และในปี 2561 เราจะได้เห็นโซลูชัน SaaS ครองส่วนแบ่งของตลาดการติดตั้งใช้งานบริการคลาวด์ทั่วโลก นอกจากนี้การสำรวจของ Cisco ยังคาดการณ์ว่า SaaS จะคิดเป็นร้อยละ 60 ของปริมาณงานทั้งหมดที่ทำงานอยู่บนคลาวด์ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากการคาดการณ์ในปี 2560 ที่ร้อยละ 12  ส่วนโซลูชัน PaaS จะมีอัตราการเติบโตเพียงร้อยละ 5 ในขณะที่โซลูชัน IaaS จะเพิ่มขึ้น ซึ่งจากการคาดการณ์เหล่านี้ที่เกิดขึ้นในปี 2560 และมีแนวโน้มที่ค่อนข้างเป็นไปในเชิงบวกสำหรับปี 2560 เราจึงสามารถคาดการณ์ได้ว่าโซลูชันด้านบริการคลาวด์จะเติบโตมากกว่าที่มีการคาดการณ์เอาไว้ ธุรกิจต่างๆที่ต้องการวิธีดำเนินงานที่ง่ายขึ้น และทำให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงบริการได้ง่ายขึ้นจะมีความกระตือรือร้นในการนำเอาบริการ SaaS, IaaS และ/หรือ PaaS มาใช้ในกระบวนการทางธุรกิจมากขึ้น

2. มีการเพิ่มความจุหน่วยจัดเก็บข้อมูลบนคลาวด์

เนื่องจากบริการคลาวด์เป็นส่วนหนึ่งของการทำธุรกิจมากขึ้น เราคาดว่าในปีหน้าหน่วยจัดเก็บข้อมูล หรือ Cloud Storage จะเติบโตขึ้นอย่างมาก เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ ผู้ให้บริการจะมีการติดตั้งอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อให้บริการแก่ศูนย์ข้อมูลออนไลน์มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น จากการสำรวจของ Cisco คาดการณ์ไว้ในปี  2560 ว่าจำนวนข้อมูลทั้งหมดที่เก็บไว้ในศูนย์ข้อมูลจะเท่ากับ 370 เอกซะไบต์  ขณะที่ความจุของระบบจัดเก็บข้อมูลทั่วโลกได้ขึ้นไปแตะที่ระดับ 600 เอกซะไบต์  ซึ่งในปี 2561 ตัวเลขเหล่านี้จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยคาดการณ์ว่าจะมีความจุของระบบจัดเก็บข้อมูลราว 1.1 เซตตะไบต์ ซึ่งต้องการพิ้นที่สำหรับจัดเก็บข้อมูลเกือบ 2 เท่าของปี 2560

 

ในขณะที่ที่เจ้าของศูนย์ข้อมูลให้ความสำคัญกับการเพิ่มพื้นที่หน่วยจัดเก็บข้อมูล แต่ธุรกิจต่างๆที่คิดถึงอนาคตจะคำนึงถึงวิธีการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ดังกล่าวเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ของพวกเขาได้อย่างไร ตัวอย่างเช่น ธุรกิจที่ทำงานเกี่ยวกับข้อมูลขนาดใหญ่จะใช้พื้นที่เพิ่มขึ้นนี้เพื่อจัดเก็บชุดข้อมูลขนาดใหญ่ ทำการวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านี้ และใช้ประโยชน์จากข้อมูลเชิงลึกที่มีค่าในด้านต่างๆ เช่น พฤติกรรมของลูกค้า ระบบของมนุษย์และการลงทุนทางด้านการเงินในเชิงกลยุทธ์ สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก ความจุที่เพิ่มขึ้นหมายความว่าปีหน้าพวกเขาจะมีตัวเลือกในการให้บริการหน่วยจัดเก็บข้อมูลให้กับลูกค้าในราคาที่ถูกลงกว่าที่มีให้บริการอยู่ในปี 2560

3. Internet of Everything (IoE) จะกลายเป็นดาวเด่น

ในปี 2560 Internet of Things (IoT) และปัญญาประดิษฐ์คือดาวเด่นในวงการทางด้านเทคโนโลยี ซึ่งนวัตกรชื่อก้องโลกอย่าง Elon Musk และ Stephen Hawking แสดงความคิดเห็นว่ามีศักยภาพสูงในระยะอันใกล้นี้ ในขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมคาดการณ์ว่าจะเห็น IoT เติบโตอย่างต่อเนื่องในส่วนของการวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ และการประมวลผลคลาวด์จะช่วยผลักดัน IoE ให้กลายเป็นดาวเด่นในปี 2561  IoE ที่ใช้การสื่อสารระหว่างเครื่องกับเครื่อง ข้อมูล กระบวนการ และวิธีที่มนุษย์ใช้ในการติดต่อสื่อสารกับทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัว   การประมวลผลคลาวด์จะมีบทบาทสำคัญในการนำเอา IoE ไปใช้กับระบบที่ซับซ้อนเพื่อช่วยให้การโต้ตอบกันของระบบทั้งหมดเป็นไปได้ง่ายขึ้น

ซึ่งสำหรับมนุษย์นี่หมายความว่าเราจะสามารถโต้ตอบกับอุปกรณ์ทุกอย่างในระบบเครือข่ายได้อย่างชาญฉลาดมากขึ้นเช่นเดียวกับ IoT แม้กระทั่งการทำให้ให้มนุษย์สามารถโต้ตอบกันได้ง่ายขึ้นในการติดต่อสื่อสารระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ ตัวอย่างเช่น Pixel Buds ของ Google (ที่เปิดตัวไปเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา) ซึ่งเป็นชุดหูฟังที่ผู้ใช้งานสามารถรับรู้และแปลภาษาได้ถึง 40 ภาษาในแบบเรียลไทม์ นอกจากนี้ IoE จะช่วยให้ธุรกิจต่างๆ มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับผู้บริโภคมีความสัมพันธ์กับผลิตภัณฑ์หรือบริการหน่วยบริการลูกค้าของพวกเขาได้ ซึ่งข้อมูลนี้สามารถนำมาใช้งานได้หลากหลาย รวมถึงทำให้ลูกค้ามีประสบการณ์ในการใช้งานหรือบริการที่เรียบง่ายขึ้นผ่านระบบอัตโนมัติ และใช้หุ่นยนต์อัจฉริยะ ตัวอย่างเช่น หุ่นยนต์ต้อนรับของญี่ปุ่นที่มีความสามารถในการต้อนรับแขก พูดคุยในแบบเรียลไทม์ และให้บริการบางอย่าง ซึ่ง IoE จะเปิดโอกาสให้สิ่งเหล่านี้เป็นไปได้ในอนาคตอันใกล้นี้

4. อินเทอร์เน็ตที่มีคุณภาพเพิ่มขึ้นและการมาของ 5G

ในปี 2561 ไม่เพียงแต่ปริมาณข้อมูลที่ถูกสร้างขึ้น และจัดเก็บไว้ทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลเท่านั้น แต่ยังคาดว่าผู้บริโภคจะได้ได้รับการเชื่อมต่อที่ดีและเร็วขึ้นจากผู้ให้บริการเครือข่ายด้วย ชิปเซต Qualcomm Snapdragon ต้องการระบบเครือข่ายที่เร็วขึ้น และในปี 2561 จะเห็นการปรับปรุงในส่วนนี้เพิ่มมากขึ้น และคาดว่าจะมีการเอาจริงเอาจังในการพัฒนาระบบเครือข่ายจากกิกะไบต์ LTE ไปสู่เครือข่าย 5G เต็มรูปแบบ ซึ่งจะทำให้เราสามารถใช้ขีดความสามารถของเครือข่าย 5G ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

คุณภาพเครือข่ายที่เพิ่มขึ้นจะเพิ่มความคาดหวังของผู้บริโภคว่าจะได้ใช้บริการ และแอพที่มีความเร็วสูงขึ้น เจ้าของธุรกิจที่มีความชำนาญจะให้ความสำคัญกับการประเมินและอัพเกรดแพลตฟอร์ม SaaS, PaaS  และเว็บไซต์ของตนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น อุตสาหกรรม IoT และ IoE จะได้รับประโยชน์จากเครือข่ายมากขึ้นด้วยการช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถรับและส่งข้อมูลแบบเรียลไทม์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 5. ความท้าทายด้านการรักษาความปลอดภัย และระบบคลาวด์

ถึงแม้ว่าปี 2560 กำลังจะผ่านพ้นไป แต่ก็ถือเป็นปีที่เกิดการโจมตีทางไซเบอร์มากเป็นประวัติการณ์ อย่างเช่นการโจมตีของ the WannaCry ransomware, การแฮ็กด้วยการใช้เครื่องมือ CIA Vault 7 และการละเมิดข้อมูลของ Equifax เป็นการแจ้งเตือนว่าการโจมตีทางไซเบอร์คือความจริงที่จะคงอยู่ในศตวรรษที่ 21 ต่อไป

เราคาดว่าปี 2061 จะเห็นมีการโจมตีทั้งแบบส่วนบุคคลและที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลโดยมุ่งเป้าไปที่การบ่อนทำลายความปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐานระบบคลาวด์เพิ่มมากขึ้น การที่นักโจมตีในโลกไซเบอร์ใช้วิธีที่ซับซ้อนมากขึ้น นักวิเคราะห์ด้านความปลอดภัยในภาครัฐ สาธารณะ และเอกชนจะต้องมีวิธีการที่ซับซ้อนและทันท่วงทีในการตรวจหาและป้องกันการโจมตีด้วย ธุรกิจจะตระหนักถึงความจำเป็นในการซื้อหาเครื่องมือต่างๆ เช่นระบบจัดการข้อมูล และเหตุการณ์ด้านปลอดภัย (SIEM) และระบบตรวจจับมัลแวร์เป็นกลไกการป้องกันขั้นพื้นฐานสำหรับความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ บริการระบบคลาวด์จะเข้ามามีบทบาทในส่วนนี้เช่นเดียวกันเพื่อช่วยให้ผู้ให้บริการด้านความปลอดภัยนำเสนอบริการที่แข็งแกร่งแก่ธุรกิจต่างๆ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัยอื่นๆ

แล้วคุณล่ะเห็นแนวโน้มอะไรเกี่ยวกับระบบประมวลผลคลาวด์ในปี 2561 บ้าง และคุณจะใช้ประโยชน์จากบริการระบบประมวลผลในปีหน้าอย่างไร

ที่มา:https://www.networkworld.com/article/3233134/cloud-computing/5-cloud-computing-trends-to-prepare-for-in-2018.html

Share
FacebookTwitterGoogle+