ข่าว & บทความ

  • ทั้งหมด
  • กรณีศึกษา
  • ข่าว
  • บทความ
  • สรุปคลาวด์ทอล์ค
#Article

SUPERNAP ศูนย์ข้อมูลมาตรฐานเทียบเท่า Tier 4 Gold เปิดให้บริการที่แรกในไทย

07 สิงหาคม 2017 | 92 Views

สวิตช์  ก้าวขึ้นเป็นผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลที่เป็นกลางรายแรกของโลกที่ได้รับการรับรองมาตรฐานระดับ Tier 4 Gold จากสถาบัน Uptime Institute สำหรับศูนย์ข้อมูล SUPERNAP ของบริษัทจำนวน 2 แห่ง โดย SUPERNAP 9 ซึ่งเป็นศูนย์ข้อมูลขนาด 471,248 ตารางฟุตที่เปิดให้บริการในเดือนสิงหาคม 2558 เป็นศูนย์ข้อมูลแห่งที่ 2 ของ Switch ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน Tier 4 Gold ทั้งนี้ ศูนย์ข้อมูล SUPERNAP 9 ได้เดินตามรอยศูนย์ข้อมูล SUPERNAP 8 ที่ได้สร้างประวัติศาสตร์ให้กับวงการศูนย์ข้อมูลเมื่อเดือนสิงหาคม 2557 ในฐานะที่เป็นศูนย์ข้อมูลรูปแบบ Carrier-Neutral Colocation Data Center แห่งแรกที่ได้รับการรับรองมาตรฐานมาตรฐาน Tier 4 Gold

 

 

Uptime Institute ได้มอบประกาศนียบัตรรับรอง 689 รายการให้แก่ศูนย์ข้อมูลทั่วโลก แต่มีศูนย์ข้อมูลเพียง 8 แห่งที่ได้รับสถานะ Tier 4 Goldโดยสวิตช์ทำคะแนนสูงสุดตลอดกาลสำหรับศูนย์ข้อมูลระดับ Tier 4  และได้รับรางวัลถึง 1 ใน 4 ของรางวัลที่มอบให้กับศูนย์ข้อมูลทั้งหมดที่จัดอยู่ในกลุ่ม Tier 4 Gold ซึ่งการได้รับการรับรองมาตรฐาน Tier 4 นับเป็นความสำเร็จที่มีศูนย์ข้อมูลเพียง 1 ใน 100 ของโลกเท่านั้นที่ทำได้ สวิตช์ เป็นผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลที่เป็นกลางเพียงรายเดียวที่เคยได้รับการรับรองดังกล่าว

นอกจากจะได้รับการรับรองให้เป็นศูนย์ข้อมูลระดับ Tier 4 Gold การให้บริการของ SUPERNAP ยังได้รับการรับรองมาตรฐานจากสถาบันต่างๆ เช่น  IEEE, ANSI, ASHRAE, 24/7, ISO 9001, SAS 70/SSAE-16, BICSI และ the Green Grid Association อีกด้วย

เพื่อสานต่อและต่อยอดความสำเร็จ สวิตช์ ได้เดินหน้าเป็นผู้บุกเบิกมาตรฐานสูงสูงในอุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูลทั่วโลก ด้วยการสร้างศูนย์ข้อมูล SUPERNAP ของบริษัทขึ้นแบบเดียวกันที่เมืองเรโน รัฐเนวาดา เมืองแกรนด์ ราพิดส์ รัฐมิชิแกน เมืองมิลานในอิตาลี และในจังหวัดชลบุรี ประเทศไทย

สำหรับศูนย์ข้อมูล SUPERNAP ที่จัดสร้างขึ้นในประเทศไทยเกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง SUPERNAP International ซึ่งเป็นผู้ได้รับอนุญาตแต่เพียงผู้เดียวของ SUPERNAP  นอกเขตสหรัฐอเมริกากับกลุ่มองค์กรชั้นนำระดับประเทศของไทย รวมลงทุนกับทรู ไอดีซี และบริษัทชั้นนำของประเทศไทยอีก 3 ราย ร่วมพัฒนาศูนย์ข้อมูล SUPERNAP (ประเทศไทย) โดยศูนย์ข้อมูลแห่งใหม่นี้ที่ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 75 ไร่ในจังหวัดชลบุรี ซึ่งถือเป็นตำแหน่งที่ตั้งที่มีข้อได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ เพราะตั้งอยู่นอกเขตภัยพิบัติน้ำท่วม อยู่สูงจากระดับน้ำทะเล 110 เมตร อีกทั้งยังอยู่ห่างจากสถานีภาคพื้นดินสายเคเบิลใต้ทะเลระหว่างประเทศที่เชื่อมโยงระบบการสื่อสารโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศของประเทศไทยและสากลเพียง 27 กิโลเมตรเท่านั้น และตอนนี้พร้อมให้บริการกับเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

แล้วด้วยความสามารถของศูนย์ข้อมูลของ SUPERNAP  (ประเทศไทย) ทำให้ผู้ใช้บริการมีความมั่นใจในการใช้งานศูนย์ข้อมูลที่มีโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีขนาดใหญ่ซึ่งเปี่ยมประสิทธิภาพและมีความปลอดภัยสูง รวมทั้งยังพร้อมใช้งานตลอดเวลา

สำหรับ Uptime Institute เป็นองค์กรให้คำปรึกษาซึ่งมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มสมรรถนะ ประสิทธิภาพ และความน่าเชื่อถือของโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของธุรกิจ ผ่านทางนวัตกรรม ความร่วมมือ และการรับรองมาตรฐาน Tier IV Gold Certifications คือชุดมาตรฐานที่เข้มงวดที่ใช้วิธีที่เป็นเอกสิทธิ์ของสถาบันร่วมกับคลังงานวิจัยศูนย์ข้อมูลที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพื่อบ่งชี้ประสิทธิภาพและความเป็นเลิศในการดำเนินงาน

#Case Study

วิทยาการคอมฯ ม. เกษตรฯ มั่นใจ ใช้ Amazon Web Services ทำงานวิจัย

17 กรกฎาคม 2017 | 64 Views

บทความนี้เป็นบทสัมภาษณ์พิเศษของ ดร. รุจ เอกะวิภาต อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ ภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เกี่ยวกับการนำ Amazon Web Services (AWS) เข้ามาใช้สนับสนุนการทำงานวิจัยของภาควิชา และนำไปใช้เป็นสื่อการสอนสำหรับนิสิต รวมไปถึงสาเหตุว่าทำไมถึงเลือกใช้การสนับสนุนจาก True Internet Data Center (True IDC)

ภาพรวมของภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ เป็นหนึ่งในภาควิชาของคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้รับอนุมัติให้มีการจัดตั้งเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2535 เปิดสอนหลักสูตรปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอกสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ ภาควิชามีการปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรให้ทันต่อความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสมัยใหม่และความต้องการของภาคเอกชนอยู่เสมอ และมุ่งเน้นผลิตบัณฑิตและมหาบัณฑิตที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญทางวิทยาการคอมพิวเตอร์ ทั้งด้านวิชาการ งานวิจัย และประสบการณ์การทำงานจริงผ่านรายวิชาสหกิจศึกษา รวมไปถึงการศึกษาค้นคว้าวิจัยเพื่อเผยแพร่องค์ความรู้และให้บริการวิชาการแก่สังคม

ในส่วนการเรียนการสอน ขณะนี้ภาควิชาเปิดสอนหลักสูตรปริญญาโทในหลายสาขาวิชา เช่น Internet of Things, Machine Learning, Image Processing, Graphics, Networks and Security และ Software Engineering และในปีการศึกษา 2560 นี้ภาควิชาจะเปิดสอนเกี่ยวกับ Data Science ด้วย หลักสูตรปริญญาโทของภาควิชามีทั้งเรียนในเวลาราชการซึ่งเน้นการทำวิจัย และเรียนนอกเวลาราชการเพื่อให้นิสิตสามารถทำงานและศึกษาหาความรู้ไปพร้อมกันได้

ปัญหาและอุปสรรคของภาควิชาฯ

ด้วยความมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำทางด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ ภาควิชาได้สนับสนุนการทำวิจัยของอาจารย์และนิสิตด้วยดีตลอดมา ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณสำหรับงานวิจัย รวมไปถึงทรัพยากรต่างๆ ที่อาจารย์และนิสิตสามารถนำไปใช้ได้ อย่างไรก็ตาม ปัญหาและอุปสรรคสำคัญของการจัดเตรียมทรัพยากรเพื่อความพร้อมในการทำงานวิจัย คือ การประเมินทรัพยากรคอมพิวเตอร์ที่ต้องใช้ในช่วงเริ่มต้นทำการวิจัย ไม่ว่าจะเป็น จำนวนเครื่องเซิร์ฟเวอร์ ขนาดของอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล และชนิดของอุปกรณ์ระบบเครือข่ายนั้นทำได้ยาก การจัดซื้อจำเป็นต้องเลือกอุปกรณ์ขนาดใหญ่ที่จะครอบคลุมความต้องการในอนาคตเพื่อป้องกันทรัพยากรไม่เพียงพอ ถึงแม้ว่าทางมหาวิทยาลัยจะมีระบบ Cloud ให้บริการฟรีสำหรับคณะและภาควิชา แต่การจองทรัพยากรบนระบบ Cloud โดยไม่ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่นั้น ก็เหมือนเป็นการเอาเปรียบกลุ่มวิจัยอื่นที่ต้องการใช้ทรัพยากรด้วยเช่นกัน

ความต้องการของภาควิชาฯ

เนื่องจากไม่สามารถกำหนดความต้องการและปริมาณในการใช้งานทรัพยาการในการทำงานวิจัยได้อย่างชัดเจน และจำเป็นต้องปรับเพิ่มลดทรัพยากรที่ใช้ให้เหมาะสำหรับการทดลองต่างๆ ในช่วงเริ่มโครงการวิจัย จึงทำให้ภาควิชาต้องการโซลูชันระบบโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ที่สามารถจัดสรรทรัพยากรและปรับแต่งการใช้งานได้อย่างรวดเร็วและอิสระ เพื่อให้สามารถใช้ทรัพยากรได้อย่างคุ้มค่าที่สุด รวมไปถึงสามารถประเมินการใช้ทรัพยากรได้อย่างเที่ยงตรง บริการ Infrastructure-as-a-Service (IaaS) จึงเป็นโซลูชันที่ตรงกับความต้องการของโครงการวิจัยมากที่สุด

“การเริ่มทำงานวิจัยใหม่ๆ บางกรณีเราไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่าจะต้องใช้ทรัพยากรคอมพิวเตอร์เท่าไหร่ อาจต้องมีการปรับขึ้นปรับลงให้เหมาะสมกับงานที่เราทำ จึงเป็นเรื่องยากที่จะทำเรื่องขอใช้ทรัพยากรจากทางมหาวิทยาลัยหรือรัฐบาลในปริมาณที่เหมาะสม เราต้องการการจัดสรรทรัพยากรที่มีความยืดหยุ่น สามารถปรับแต่งการใช้งานได้อย่างรวดเร็วภายใต้การคิดค่าบริการที่เหมาะสมอีกด้วย” — ดร. รุจ ระบุถึงปัญหาและความต้องการของการทำงานวิจัย

Amazon Web Services เข้ามาช่วยเหลือการทำงานวิจัยและการเรียนการสอนของนิสิตในภาควิชาฯ ได้อย่างไร

ภาควิชาตัดสินใจใช้ AWS เข้ามาสนับสนุนการทำวิจัยของอาจารย์และการเรียนการสอนของนิสิต เนื่องจาก AWS เป็นระบบ Cloud สาธารณะที่ให้บริการตั้งแต่ Infrastructure-as-a-Service (IaaS), Platform-as-a-Service (PaaS) ไปจนถึง Software-as-a-Service (SaaS) ซึ่งช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการทำงานวิจัย และลดต้นทุนด้านค่าใช้จ่ายได้เป็นอย่างดี AWS เข้ามาตอบโจทย์ความต้องการ 3 ประการ คือ

  1. ใช้งานได้หลากหลาย: AWS มีฟีเจอร์และเครื่องมือให้เลือกใช้เป็นจำนวนมาก ตอบโจทย์ความต้องการด้านการทำวิจัยได้หลายรูปแบบ ยกตัวอย่างเช่น การทำคลัสเตอร์ Hadoop โดยใช้ EC2, S3 และ EMR เพื่อประมวลผล Big Data Analytics
  2. ยืดหยุ่นสูง: สามารถปรับแต่งเพิ่มลดทรัพยากรคอมพิวเตอร์ได้อย่างอิสระและรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นจำนวนเซิร์ฟเวอร์หรือขนาดของอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล โดยไม่ต้องเสียเวลาในการติดต่อกับผู้ให้บริการเพื่ออธิบายความต้องการใหม่ ที่สำคัญคือมี Community ในการแลกเปลี่ยนข้อมูล ทำให้สามารถแบ่งปันประสบการณ์และค้นหาความรู้เพิ่มเติมได้ไม่ยาก นอกจากนี้ยังใช้เวลาฝึกฝนเพื่อเรียนรู้การใช้งานได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย
  3. ประหยัดค่าใช้จ่าย: คิดค่าใช้จ่ายตามปริมาณการใช้งานจริง ซึ่งเหมาะกับลักษณะการเริ่มต้นทำงานวิจัยของโครงการที่มีการปรับเพิ่มลดทรัพยากรบ่อย และใช้งานเป็นครั้งคราว ไม่สม่ำเสมอ เมื่อคำนวณ CapEx และ OpEx ในช่วง 3 ปีแรกเทียบกับการจัดซื้ออุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ใหม่สำหรับเริ่มทำงานวิจัย จะพบว่าการใช้ AWS มีค่าใช้จ่ายต่ำกว่ามาก

นอกจากนี้ AWS ยังนำเสนอโปรแกรม AWS Educate ซึ่งอนุญาตให้คณาจารย์และนักศึกษาสามารถใช้บริการได้ฟรีภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด ทำให้ภาควิชาสามารถนำ AWS มาใช้เป็นสื่อการสอนเทคโนโลยีระบบ Cloud เพื่อให้นิสิตสามารถนำความรู้ที่ได้ไปต่อยอดเพื่อทำธุรกิจของตนเองระหว่างที่กำลังศึกษาอยู่ รวมไปถึงใช้เพิ่มทักษะให้พร้อมกับการทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญในอนาคตได้

ทำไมถึงเลือกใช้การสนับสนุนจาก True IDC

เนื่องจาก True IDC มีทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญด้าน AWS พร้อมให้คำปรึกษามื่อมีข้อสงสัยหรือประสบปัญหาตลอดเวลา ในขณะที่ฝ่ายขายช่วยวางแผนค่าใช้จ่ายโดยนำเสนอแผนการชำระเงินเป็นรอบแล้วทยอยหักตามการใช้งานจริง ในกรณีที่เงินเหลือยังสามารถนำไปทบไว้เพื่อใช้ในรอบบิลถัดไปได้ ส่งผลให้โครงการวิจัยและอาจารย์ผู้สอนในภาควิชาที่นำ AWS มาใช้ในการสอน สามารถใช้บริการ AWS ได้คุ้มค่าและประหยัดค่าใช้จ่ายมากที่สุด

“True IDC เข้ามาให้คำปรึกษาและแนะนำโซลูชันของ AWS ให้กับทางโครงการวิจัยที่ผมร่วมทำอยู่ พร้อมช่วยวางแผนด้านค่าใช้จ่ายในการใช้บริการ AWS เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด” — ดร. รุจ กล่าว

นอกจากนี้ True IDC ยังร่วมกับภาควิชาเพื่อจัดอบรม Cloud Talk สัญจร (FB: CloudTalk) เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีระบบ Cloud และการใช้งาน AWS เพื่อเปิดโอกาสให้นิสิตนำความรู้ที่ได้ไปสร้างสรรค์ผลงานหรือใช้เป็นช่องทางต่อยอดการศึกษาได้

สรุปผลลัพธ์การใช้งาน Amazon Web Services

AWS ช่วยเข้ามาจัดสรรการใช้ทรัพยากรคอมพิวเตอร์เพื่อสนับสนุนทีมนักวิจัยในภาควิชาได้อย่างยอดเยี่ยม ในราคาที่คุ้มค่า ที่สำคัญคือทีมนักวิจัยสามารถบริหารจัดการทุกอย่างได้ด้วยตนเอง ทำให้สามารถทำงานวิจัยได้รวดเร็วและคล่องตัวขึ้นกว่าเดิม ทั้งยังสามารถทดลองใช้เครื่องมือต่างๆ เพื่อสนับสนุนการทำวิจัยได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้การที่มี True IDC เป็นพันธมิตรช่วยสนับสนุนการดำเนินการให้คำปรึกษาต่างๆ ทำให้ผู้ทำวิจัยสามารถใช้ AWS ได้อย่างมั่นใจ

แผนงานในอนาคต

ภาควิชาเล็งเห็นถึงความสำคัญของเทคโนโลยีระบบ Cloud ในช่วงที่ประเทศกำลังก้าวเข้าสู่ยุค Digital เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีที่บริหารจัดการได้ง่าย มีต้นทุนค่าใช้จ่ายต่ำ และรองรับการขยายอย่างไร้ขีดจำกัดได้ในอนาคต ทำให้ภาควิชาสนับสนุนการนำ AWS ไปใช้ร่วมกับระบบที่มีอยู่ของมหาวิทยาลัยเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์แก่การทำวิจัยสูงสุด นอกจากนี้กำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้ AWS เพื่อรองรับการทำงานวิจัยของนิสิตภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ รวมไปถึงการเพิ่มการให้ความรู้และทักษะที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีระบบCloud เพื่อให้นิสิตในทุกระดับสามารถนำความรู้ไปใช้งานและฝึกฝนทักษะสำหรับเตรียมประกอบอาชีพในอนาคตได้

สุดท้าย ภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์และ True IDC พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการเสริมสร้างการเรียนรู้และพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะความสามารถด้านการใช้เทคโนโลยีระบบ Cloud และเทคโนโลยีระบบสารสนเทศอื่นๆ เพื่อเป็นกำลังให้สังคมไทยพร้อมก้าวเข้าสู่ยุค Thailand 4.0 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

#News & PR

ทรูไอดีซี คว้ารางวัล “2017 Thailand Data Center Service Provider of the Year”

04 เมษายน 2017 | 39 Views

ดาต้าเซ็นเตอร์ระดับโลก ที่รองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจระบบดิจิตอล

โลกของการดำเนินธุรกิจที่กำลังย้ายจากวิธีการดำเนินธุรกิจแบบดั้งเดิมไปสู่การทำธุรกิจแบบดิจิตอลเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้หลายองค์กรปรับเปลี่ยนตัวเองเพื่อความอยู่รอด และแสวงหาโอกาสใหม่ๆ การเปลี่ยนผ่านองค์สู่ระบบดิจิตอลจึงเป็นเรื่องที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ อย่างไรก็ตาม การจะทำเช่นนั้นได้  “ดาต้าเซ็นเตอร์” ซึ่งเปรียบเสมือนหัวใจของโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีต้องมีขีดความสามารถมากพอที่จะรองรับงาน หรือการบริการที่มีความสลับซับซ้อน และต้องการขีดความสามารถในการประมวลผลสูง ขณะเดียวกันก็ต้องมีความยืดหยุ่น และปรับขนาดของระบบได้ ซึ่งความสามารถเหล่านี้ล้วนแล้วต้องแลกด้วยเงินลงทุนที่สูงขึ้น และระบบที่ซับซ้อนมากขึ้น

ทรู อินเทอร์เน็ต ดาต้าเซ็นเตอร์  หรือ ทรู ไอดีซี ซึ่งเป็นผู้ให้บริการด้านดาต้าเซ็นเตอร์ตระหนักที่การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว และความท้าทายที่องค์กรต่างๆกำลังเผชิญ จึงมุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีนำสมัย และอุปกรณ์ที่ได้มาตรฐานระดับโลกมาให้บริการ พร้อมการดูแลจากทีมงานมืออาชีพ เพื่อเป็นทางเลือกที่ช่วยองค์กรต่างๆ สามารถขับเคลื่อนธุรกิจ และรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิตอลของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล

ทรู ไอดีซี การันตีด้วยรางวัลคุณภาพ

เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัท ทรู ไอดีซี ดาต้า เซ็นเตอร์ จำกัด (ทรูไอดีซี) ได้รับรางวัล Frost & Sullivan Thailand Excellence Awards 2017 ในหมวดรางวัลสำหรับองค์กรด้านผู้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ หรือ 2017 Thailand Data Center Service Provider of the Year โดยมีความเป็นเลิศในการดำเนินธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ พร้อมศักยภาพด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมการบริการลูกค้า และมีการพัฒนาบริการ และนวัตกรรมใหม่ๆอย่างต่อเนื่อง

จุดเด่นของทรู ไอดีซี

ทรู ไอดีซี เป็นผู้ให้บริการด้านดาต้าเซ็นเตอร์ที่ได้รับการรับรองจาก Uptime Institute โดยมีประสบการณ์ให้บริการลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่กว่า 500 บริษัทมายาวนานกว่า 10 ปี นอกจากนี้ยังผ่านการรับรองตามมาตรฐานสากลถึง 5 มาตรฐาน ได้แก่  ISO 20000-1, ISO 27001, ISO 22301, ISO 50001 และ CSA STAR  Cloud  Security รวมทั้งเป็นผู้ให้บริการทั้งด้านดาต้าเซ็นเตอร์ และคลาวด์คอมพิวติ้งแบบครบวงจร (One Stop Shop)

มั่นใจในบริการดาต้าเซ็นเตอร์จาก ทรู ไอดีซี

ดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งหมดตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่โดดเด่น โดยคำนึงถึงการคมนาคมที่สะดวกสบาย อยู่ในพื้นที่ปลอดภัยจากปัญหาภัยพิบัติ และการจราจล ที่ได้รับการออกแบบโครงสร้างสถาปัตยกรรมตามมาตรฐานสากล ได้แก่ศูนย์บางนา, ศูนย์เมืองทองธานี, ศูนย์ทรูทาวเวอร์ I และ II รวมถึง SUPERNAP ดาต้าเซ็นเตอร์ระดับสูงสุด Tier 4 Gold แห่งแรกในเอเชียอีกด้วย

บริการเชื่อมต่อเครือข่ายทั่วโลกแบบเสรี

มีความพร้อมในการให้บริการเชื่อมต่อกับทุก Carrier Provider หรือผู้ให้บริการเครือข่ายโทรคมนาคมทั้งในประเทศและต่างประเทศทั่วโลก โดยมุ่งเน้นการเปิดกว้างในการเลือกใช้บริการแบบเสรี (Carrier Neutral) รวมทั้งยังเชื่อมต่อตรงกับผู้ให้บริการเจ้าของ Bandwidth ทำให้สามารถบริหารจัดการช่องสัญญาณได้ตามความต้องการอย่างอิสระ

ระบบไฟฟ้ามาตรฐานสากล

ระบบไฟฟ้าถูกออกแบบมาให้รองรับการใช้งานได้อย่างต่อเนื่องตามมาตรฐาน ซึ่งประกอบด้วยการเชื่อมต่อกับแหล่งจ่ายไฟฟ้านครหลวง 2 แห่ง ที่มีขนาดไฟฟ้าแรงสูง 24,000 โวลต์ ขนาด 12 เมกะวัตต์ ที่รองรับทั้งไฟฟ้ากระแสตรง และกระแสสลับ พร้อมระบบสำรองไฟฟ้า (UPS) และเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (Generator) แบบ N+1 ขนาด 16.5 เมกะวัตต์ ที่สามารถปั่นกระแสไฟฟ้าใช้งานได้ตลอดเวลา

ระบบปรับอากาศที่มีประสิทธิภาพสูง และทำงานโดยอัตโนมัติ

ระบบปรับอากาศสามารถควบคุมอุณหภูมิและความชื้นได้อัตโนมัติ เพื่อรองรับการทำงานของเซิร์ฟเวอร์ และอุปกรณ์ในดาต้าเซ็นเตอร์ได้อย่างเหมาะสม โดยมีการหมุนเวียนอากาศที่สมบูรณ์แบบด้วยระบบ Hot Aisle Containment และระบบบริหารพลังงานแบบ Water Cooling Technology ที่ระบายความร้อนด้วยน้ำซึ่งทำงานควบคู่กับการควบคุมปริมาณน้ำยา หรือที่เรียกว่า “Variable Speed Drive”(VSD) รวมถึงยังมีระบบปรับอากาศ (Precision Air-Condition) ที่ควบคุมอุณหภูมิและความชื้นได้อย่างแม่นยำ

ระบบป้องกันอัคคีภัยที่วางใจได้

สำหรับระบบป้องกันอัคคีภัยถือเป็นอีกหนึ่งระบบที่ทรู ไอดีซี ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก เพื่อให้มั่นใจว่าระบบที่ติดตั้งไว้จะปลอดภัยจากปัญหาเพลิงไหม้ ด้วยการแจ้งเตือนจุดไฟไหม้ตามพื่นที่จริงผ่านหน้าจอแสดงผล ที่ทำงานร่วมกับระบบตรวจจับควันความไวสูงที่ติดตั้งทั้งแบบ VESDA (Very Early Detector Apparatus) และ HSSD (High Sensitivity Smoke Detector) ทำให้สามารถตรวจจับควันได้แม่นยำกว่าระบบทั่วไปถึง 1,000 เท่า ร่วมทั้งมีระบบดับเพลิงปลอดสาร (CFC Free) ตามมาตรฐานสากล FM 200 และ NOVEC ที่ไม่ทิ้งสารตกค้าง เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไม่เป็นอันตรายต่อคนและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

ระบบรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด

เพื่อป้องกันผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าไปภายในพื้นที่ ทรู ไอดีซี ได้วางมาตรการและติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัยในการผ่านเข้าออกที่เข้มงวด ซึ่งประกอบด้วยระบบการยืนยันบุคคลเพื่อขอเข้าพื้นที่ด้วยระบบลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ และระบบ Visitor Pass แบบอัตโนมัติ, ระบบกล้อง CCTV คุณภาพสูงที่สามารถตรวจจับความเคลื่อนไหวครอบคลุม และคมชัดทั้งในเวลากลางวัน และกลางคืน โดยสามารถบันทึกและเรียกดูภาพย้อนหลังได้ถึง 3 เดือน รวมถึงเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง

ศูนย์เฝ้าดูแลระบบเครือข่าย

ศูนย์ปฏิบัติการเครือข่าย หรือ NOC (Network Operation Center) จะมีเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญที่คอยตรวจสอบประสิทธิภาพการทำงานของอุปกรณ์ และดูแลระบบเครือข่ายในทุกศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ตลอด 24 ชั่วโมง

ด้วยมาตรฐานการให้บริการ นวัตกรรม และเทคโนโลยีที่นำสมัยของดาต้าเซ็นเตอร์ที่ทรู ไอดีซี จึงไม่น่าแปลกใจว่าเพราะเหตุใดจึงได้รับรางวัล “2017 Thailand Data Center Service Provider of the Year” และทรู ไอดีซียังมีนโยบายขยายการลงทุน พร้อมพัฒนาการให้บริการกับลูกค้าทุกภาคส่วนอย่างไม่หยุดยั้ง โดยมุ่งหวังเป็นหนึ่งแรงผลักดันธุรกิจของประเทศให้ก้าวไกลด้วยการใช้เทคโนโลยีที่นำสมัย รองรับมาตรการของภาครัฐบาลในโครงการประเทศไทย 4.0 อย่างยั่งยืน

 

การันตีคุณภาพบริการ Data Center จากอดีต ถึงปัจจุบัน ได้แก่

2017 Frost & Sullivan Thailand Excellence Awards: Data Center Service Provider of the Year

2015 Frost & Sullivan Thailand Excellence Awards: Data Center Service Provider of the Year

2014 Frost & Sullivan Thailand Excellence Awards: Infrastructure as a Service Vendor of the Year

2013 Frost & Sullivan Thailand Excellence Awards: Infrastructure as a Service Vendor of the Year

2011 Frost & Sullivan Thailand Excellence Awards: Datacenter Services Provider of the Year

 

ข้อมูลอ้างอิง: http://www.frost-apac.com/thailandawards/

#Article

SUPERNAP ศูนย์ข้อมูลมาตรฐานเทียบเท่า Tier 4 Gold เปิดให้บริการที่แรกในไทย

07 สิงหาคม 2017 | 92 Views

สวิตช์  ก้าวขึ้นเป็นผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลที่เป็นกลางรายแรกของโลกที่ได้รับการรับรองมาตรฐานระดับ Tier 4 Gold จากสถาบัน Uptime Institute สำหรับศูนย์ข้อมูล SUPERNAP ของบริษัทจำนวน 2 แห่ง โดย SUPERNAP 9 ซึ่งเป็นศูนย์ข้อมูลขนาด 471,248 ตารางฟุตที่เปิดให้บริการในเดือนสิงหาคม 2558 เป็นศูนย์ข้อมูลแห่งที่ 2 ของ Switch ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน Tier 4 Gold ทั้งนี้ ศูนย์ข้อมูล SUPERNAP 9 ได้เดินตามรอยศูนย์ข้อมูล SUPERNAP 8 ที่ได้สร้างประวัติศาสตร์ให้กับวงการศูนย์ข้อมูลเมื่อเดือนสิงหาคม 2557 ในฐานะที่เป็นศูนย์ข้อมูลรูปแบบ Carrier-Neutral Colocation Data Center แห่งแรกที่ได้รับการรับรองมาตรฐานมาตรฐาน Tier 4 Gold

 

 

Uptime Institute ได้มอบประกาศนียบัตรรับรอง 689 รายการให้แก่ศูนย์ข้อมูลทั่วโลก แต่มีศูนย์ข้อมูลเพียง 8 แห่งที่ได้รับสถานะ Tier 4 Goldโดยสวิตช์ทำคะแนนสูงสุดตลอดกาลสำหรับศูนย์ข้อมูลระดับ Tier 4  และได้รับรางวัลถึง 1 ใน 4 ของรางวัลที่มอบให้กับศูนย์ข้อมูลทั้งหมดที่จัดอยู่ในกลุ่ม Tier 4 Gold ซึ่งการได้รับการรับรองมาตรฐาน Tier 4 นับเป็นความสำเร็จที่มีศูนย์ข้อมูลเพียง 1 ใน 100 ของโลกเท่านั้นที่ทำได้ สวิตช์ เป็นผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลที่เป็นกลางเพียงรายเดียวที่เคยได้รับการรับรองดังกล่าว

นอกจากจะได้รับการรับรองให้เป็นศูนย์ข้อมูลระดับ Tier 4 Gold การให้บริการของ SUPERNAP ยังได้รับการรับรองมาตรฐานจากสถาบันต่างๆ เช่น  IEEE, ANSI, ASHRAE, 24/7, ISO 9001, SAS 70/SSAE-16, BICSI และ the Green Grid Association อีกด้วย

เพื่อสานต่อและต่อยอดความสำเร็จ สวิตช์ ได้เดินหน้าเป็นผู้บุกเบิกมาตรฐานสูงสูงในอุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูลทั่วโลก ด้วยการสร้างศูนย์ข้อมูล SUPERNAP ของบริษัทขึ้นแบบเดียวกันที่เมืองเรโน รัฐเนวาดา เมืองแกรนด์ ราพิดส์ รัฐมิชิแกน เมืองมิลานในอิตาลี และในจังหวัดชลบุรี ประเทศไทย

สำหรับศูนย์ข้อมูล SUPERNAP ที่จัดสร้างขึ้นในประเทศไทยเกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง SUPERNAP International ซึ่งเป็นผู้ได้รับอนุญาตแต่เพียงผู้เดียวของ SUPERNAP  นอกเขตสหรัฐอเมริกากับกลุ่มองค์กรชั้นนำระดับประเทศของไทย รวมลงทุนกับทรู ไอดีซี และบริษัทชั้นนำของประเทศไทยอีก 3 ราย ร่วมพัฒนาศูนย์ข้อมูล SUPERNAP (ประเทศไทย) โดยศูนย์ข้อมูลแห่งใหม่นี้ที่ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 75 ไร่ในจังหวัดชลบุรี ซึ่งถือเป็นตำแหน่งที่ตั้งที่มีข้อได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ เพราะตั้งอยู่นอกเขตภัยพิบัติน้ำท่วม อยู่สูงจากระดับน้ำทะเล 110 เมตร อีกทั้งยังอยู่ห่างจากสถานีภาคพื้นดินสายเคเบิลใต้ทะเลระหว่างประเทศที่เชื่อมโยงระบบการสื่อสารโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศของประเทศไทยและสากลเพียง 27 กิโลเมตรเท่านั้น และตอนนี้พร้อมให้บริการกับเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

แล้วด้วยความสามารถของศูนย์ข้อมูลของ SUPERNAP  (ประเทศไทย) ทำให้ผู้ใช้บริการมีความมั่นใจในการใช้งานศูนย์ข้อมูลที่มีโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีขนาดใหญ่ซึ่งเปี่ยมประสิทธิภาพและมีความปลอดภัยสูง รวมทั้งยังพร้อมใช้งานตลอดเวลา

สำหรับ Uptime Institute เป็นองค์กรให้คำปรึกษาซึ่งมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มสมรรถนะ ประสิทธิภาพ และความน่าเชื่อถือของโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของธุรกิจ ผ่านทางนวัตกรรม ความร่วมมือ และการรับรองมาตรฐาน Tier IV Gold Certifications คือชุดมาตรฐานที่เข้มงวดที่ใช้วิธีที่เป็นเอกสิทธิ์ของสถาบันร่วมกับคลังงานวิจัยศูนย์ข้อมูลที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพื่อบ่งชี้ประสิทธิภาพและความเป็นเลิศในการดำเนินงาน

#CloudTalk Summary

Cloud Security การวางระบบให้ใช้งานได้อย่างปลอดภัย

07 กรกฎาคม 2017 | 46 Views

 

Cloud Talk No. 5 Cloud Security ในครั้งนี้ได้พูดถึง 2 ประเด็นหลักๆ คือ หลักการพิจารณาในการเลือกผู้ให้บริการ Cloud และ การวาง Cloud Architect ที่ช่วยให้ใช้งานระบบคลาวด์ได้อย่างปลอดภัย

 

 

การจัดการเกี่ยวกับระบบ Security

ปัจจุบันบริษัทส่วนใหญ่มักจะเก็บข้อมูลต่างๆขององค์กรไว้ที่ Server และจัดเก็บ Server เหล่านั้นไว้ที่ Data Center อีกทีหนึ่ง ทำให้ต้องลงทุนอุปกรณ์ Infrastructure ที่จำเป็น รวมไปถึงอุปกรณ์ security ต่างๆ เช่น firewall, IPS, IDS, DDoS เพื่อสร้างความปลอดภัยไม่ให้ระบบถูก hack หรือโดนไวรัส ซึ่งอุปกรณ์ security เหล่านี้มีราคาค่อนข้างสูง แต่ในปัจจุบัน เมื่อ IT ของแต่ละบริษัทเริ่มมีความมั่นใจย้ายการเก็บข้อมูลมาสู่ระบบ Cloud ซึ่งมีต้นทุนที่ถูกกว่า Physical Server ก็อาจจะมี Risk ด้าน Security เกิดขึ้นได้เช่นกัน ดังนั้นการใช้งานบนระบบ Cloud จึงไม่ใช่เพียงแค่ซื้อ Firewall แล้วจบเหมือนเมื่อก่อน แต่ผู้ใช้งานควรจะพิจารณาในเรื่อง Security ด้วย ซึ่งสามารถทำได้โดยพิจารณาในขั้นตอนการเลือกผู้ให้บริการ Cloud ที่เหมาะสม โดยมีหลักเกณฑ์ในการพิจารณา ดังนี้

 

หลักการพิจารณาในการเลือกผู้ให้บริการ Cloud

  1. ผู้ให้บริการ Cloud มีมาตรฐานใดรองรับบ้าง
  2. มีการแยก Security หรือ Network ตามแต่ละผู้ใช้งานหรือไม่ ( Multi-Tenancy)
  3. หากมีผู้ใช้งานรายอื่นใน Cloud เดียวกันโดนโจมตี ระบบของเรามีจะได้รับผลกระทบหรือไม่
  4. มีการสำรอง และกู้คืนระบบหรือไม่
  5. การจัดเก็บ Data ทำอย่างไร

 

มาตรฐานการให้บริการสากล

ตัวอย่าง  มาตรฐาน Payment Card Industry (PCI) Data Security Standard (DSS) คือ มาตรฐานการควบคุมความปลอดภัย และปกป้องข้อมูลของผู้ถือบัตรเครดิต ซึ่งผู้ให้บริการคลาวด์ที่จะสามารถให้บริการที่มีการทำธุรกรรมทางการเงินเกี่ยวกับบัตรเครดิต จะต้องได้รับ Certified ตัวนี้ เป็นต้น ซึ่งมาตรฐานตัวนี้เป็นมาตรฐานสากลที่ร่วมกำหนดโดย American Express, Discover Financial Services, JCB International, MasterCard Worldwide และ Visa Inc. International ข้อกำหนดนี้ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยให้ทั่วโลกมีมาตรการด้านความปลอดภัยของข้อมูลที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน  รายละเอียดเพิ่มเติม

 

 

การใช้งาน Security บน Cloud มีข้อดีอย่างไร?

  1. สามารถเพิ่มจำนวนได้อย่างรวดเร็ว เพื่อรองรับ Workload ( Benefits of Scale)
  2. ทำให้การบริหารจัดการ Security อยู่บนมาตรฐานเดียวกัน (Standardized) ในการจัดการ Security ขององค์กรปัญหาที่พบบ่อยคือ ต้องใช้อุปกรณ์จากหลายผู้ผลิต หลากหลายวิธีการและ Configuration ซึ่งการเชื่อมต่ออุปกรณ์แต่ละอย่างจึงทำได้ยากเนื่องจากผู้ผลิตจะมีวิธีการ Configure ตามเทคโนโลยีของตนเอง การใช้ Security บน Cloud จะช่วยทำให้การ Deploy Security ทำได้ง่ายขึ้นเพราะ Cloud Provider จะทำการ customize มาเรียบร้อยแล้ว
  3. รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ สามารถปรับเปลี่ยนได้ทันที
  4. ผ่านการ Audits ตามมาตรฐานของแต่ละ Cloud Provider
  5. ลดต้นทุน เนื่องจาก การเช่าใช้ระบบ Cloud มีการคิดค่าใช้จ่ายแบบเช่าใช้ คิดค่าใช้จ่ายตามจริง ลูกค้ามีทางเลือกที่หลากหลายในการเลือกใช้ Security Solution โดยสามารถเลือกใช้บริการจาก Marketplace ของผู้ให้บริการ Cloud บางราย และสามารถเปรียบเทียบราคาได้ทันทีจึงประเมินค่าใช้จ่ายล่วงหน้าได้ ทำให้การวางงบประมาณทางด้าน IT เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
  6. ประหยัดเวลา ผู้ใช้ไม่ต้องเสียเวลาไปเลือกซื้อตาม Brand เพียงดูแค่ข้อกำหนดว่าสิ่งที่อยากได้คืออะไร ไม่ต้องยุ่งเรื่อง hardware ไม่ต้องยุ่งเรื่อง Maintenance Agreement (MA)

การใช้งาน Cloud เปรียบเสมือนการเอาข้อมูลขององค์กรที่สำคัญไปฝากไว้กับคนอื่น (ผู้ให้บริการ Cloud)  ดังนั้น Cloud Security จึงเป็นประเด็นที่ผู้ใช้งานควรให้ความสำคัญ เพื่อป้องกันการถูกโจมตีระบบ ทั้งจาก Private หรือ Public และยังทำให้คุณวางแผนที่จะนำระบบ Cloud มาใช้ในองค์กรได้อย่างปลอดภัยยิ่งขึ้น ซึ่งสามารถทำได้โดยพิจารณาเลือกผู้ให้บริการ Cloud ที่ได้มาตรฐาน มี Certified และเหมาะสมกับการใช้งานของแต่ละองค์กร

 

ติดตาม Cloud Talk ครั้งต่อไปได้ที่ www.facebook.com/cloudtalk

 

เอกสารการบรรยาย Next Generation Security Platform – Palo Alto Download

เอกสารการบรรยาย Cloud Security – True IDC Download

 

by นิตินัย ภู่พัฒนสิริ, ภัคพงษ์ สิทธาพานิช