ข่าว & บทความ

  • ทั้งหมด
  • กรณีศึกษา
  • ข่าว
  • บทความ
  • สรุปคลาวด์ทอล์ค
#Article

True IDC ผ่านการรับรองมาตรฐาน Uptime TCOS รายแรกและรายเดียวในประเทศไทย

04 กุมภาพันธ์ 2019 | 9358 Views

หลังจากที่ True IDC เปิดตัว Data Center แห่งใหม่ “True IDC – East Bangna” ที่ถูกออกแบบและก่อสร้างตามมาตรฐาน TCDD และ TCCF ของสถาบัน Uptime ไปไม่ถึง 1 ปี ล่าสุด Data Center ดังกล่าวผ่านการรับรองมาตรฐาน TCOS ของสถาบันเดียวกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นับเป็น Data Center แห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทยที่ผ่านการรับรองตามมาตรฐานของ Uptime ครบทั้ง 3 รายการ

True IDC เป็นองค์กรที่มุ่งพัฒนาเพื่อยกระดับบริการดาต้าเซ็นเตอร์ไทยให้เทียบเท่าสากล เราจึงให้ความสำคัญในการ พัฒนาประสิทธิภาพการให้บริการให้เป็นไปตามมาตรฐานโลก โดยล่าสุดได้รับการรับรองจากสถาบัน Uptime ครบทั้ง 3 รายการ เป็นเจ้าแรก และเจ้าเดียวของประเทศไทย ครอบคลุมทั้งด้านการออกแบบ ก่อสร้าง และปฏิบัติงาน ควบคู่กับเทคโนโลยีที่ทันสมัย ทำให้ดาต้าเซ็นเตอร์ของเรามีความพร้อมในการให้บริการครบทุกมิติ”

— คุณชัย สุทธาสา หัวหน้าทีมมาตรฐานและข้อบังคับของ True IDC กล่าว

Data Center ระดับ World Class ด้วยประสบการณ์กว่า 15 ปี

พันธกิจหลักของ True IDC คือ “มุ่งมั่นผลักดันธุรกิจยุคดิจิทัล ด้วยการให้บริการ Data Center และ Cloud แบบครบวงจร” และเพื่อให้บรรลุพันธกิจนี้ True IDC จึงมุ่งมั่นที่จะยกระดับ Data Center ให้ทันสมัยและมีคุณภาพมากยิ่งขึ้นเสมอมา ตอบโจทย์การใช้งานในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างแท้จริง การนำแนวทางปฏิบัติตามมาตรฐานสากลมาประยุกต์ใช้ในการให้บริการ Data Center จึงกลายเป็นกลยุทธ์หลักที่ True IDC ดำเนินมาจนถึงทุกวันนี้

ด้วยประสบการณ์การให้บริการ Data Center มานานกว่า 15 ปี ทำให้ True IDC ทราบถึงความต้องการของลูกค้าในทุกๆ อุตสาหกรรม และปรับปรุงทั้งบริการในส่วนของ Data Center, Cloud และ ICT Services อย่างไม่หยุดยั้งจนก้าวขึ้นสู่ความเป็นผู้นำในตลาด การันตีด้วยรางวัล “ผู้ให้บริการ Data Center ยอดเยี่ยมแห่งปีสำหรับประเทศไทย” และ “ผู้ให้บริการระบบ Cloud ยอดเยี่ยมแห่งปีสำหรับประเทศไทย” ประจำปี 2018 จาก Frost & Sullivan

การันตีความเชื่อมั่นด้วยมาตรฐาน Uptime ครบ 3 รายการแห่งแรกและแห่งเดียวในไทย

เพื่อพัฒนา True IDC – East Bangna ซึ่งเป็น Data Center แห่งใหม่ให้มีคุณภาพและเป็นที่ยอมรับระดับโลก True IDC ได้ยึดแนวทางปฏิบัติตามมาตรฐานสากลของสถาบัน Uptime โดยคำนึงถึงองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ ความทันสมัย ความมั่นคงปลอดภัย และความน่าเชื่อถือ โดยเริ่มต้นตั้งแต่การออกแบบ การก่อสร้าง ไปจนถึงการปฏิบัติงานเพื่อให้บริการที่ดีที่สุดแก่ลูกค้า และผ่านการรับรองจากสถาบัน Uptime ถึง 3 มาตรฐาน ได้แก่

  • Tier III Certification of Design Documents (TCDD):รับรองการออกแบบด้านโครงสร้างวิศวกรรม และสถาปัตยกรรมของ Data Center (ผ่านการรับรองเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2017)
  • Tier III Certification of Constructed Facility (TCCF):รับรองการก่อสร้าง Data Center ถูกต้อง เป็นไปตามโครงสร้างวิศวกรรม และสถาปัตยกรรมที่ออกแบบไว้ (ผ่านการรับรองเมื่อเดือนสิงหาคม 2017)
  • Tier III Certification of Operational Sustainability (TCOS):รับรองการปฏิบัติงานและดูแล Data Center ของเจ้าหน้าที่เพื่อให้ Data Center Operations มีประสิทธิภาพสูงสุด (ผ่านการรับรองเมื่อเดือนธันวาคม 2018)

มั่นใจในบริการด้วยการรับรอง Tier III Certification of Operational Sustainability (TCOS) 

สำหรับมาตรฐาน TCOS นั้น True IDC – East Bangna ผ่านการประเมินตามมาตรการควบคุมกว่า 100 รายการ ส่งผลให้ได้รับการรับรอง Tier III Certification of Operational Sustainability (TCOS) และเป็น Data Center แห่งเดียวในเมืองไทยและ Indo China ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานนี้จากสถาบัน Uptime โดยมุ่งเน้นการพัฒนา 3 ส่วน ได้แก่

  1. พัฒนากระบวนการทำงาน และระบบเอกสารให้มีประสิทธิภาพ ตั้งแต่ การตรวจสอบระบบ, การบำรุงรักษาอุปกรณ์, การแก้ไขข้อผิดพลาด เป็นต้น
  2. พัฒนาของบุคลากรที่ดูแลดาต้าเซ็นเตอร์ให้มีความรู้ในการปฏิบติงานตามมาตราฐาน รวมถึงจัดอบรม และตรวจสอบการทำงานอยู่ตลอดเวลา
  3. มุ่งเน้นการพัฒนาการทำงานทุกขั้นตอนอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการจัดทำรายงานสรุป, การวิเคราะห์กระบวนการทำงาน, การวางแผนการทำงาน, การบริหารจัดการความเสี่ยงต่างๆ เป็นต้น

มุ่งพัฒนาทั้งทางด้าน People, Process และ Technology เพื่อเพิ่ม Availability ให้ถึงขีดสุด

คุณชัยระบุว่า การสร้าง Data Center ให้ทันสมัย รองรับความต้องการของผู้ใช้บริการในยุคดิจิทัลนั้น ไม่ใช่แค่การนำเทคโนโลยีระดับสูงเข้ามาใช้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีการพัฒนาบุคลากร (People) และกระบวนการ (Process) ควบคู่กันไปด้วย ซึ่ง True IDC ได้ให้ความรู้แก่ทั้งผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง จัดอบรม และมีการกำหนดแนวทางปฏิบัติอย่างชัดเจน รวมไปถึงจำลองสถานการณ์เพื่อทำการฝึกซ้อมในรูปแบบต่างๆ ตามมาตรฐานของ Uptime TCOS เพื่อให้มั่นใจว่าพนักงานที่ดูแล Data Center ของ True IDC สามารถปฏิบัติงานได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้อง และมีประสิทธิภาพ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้บริการของลูกค้าและมี Availability หรือความต่อเนื่องในการใช้งานถึงขีดสุด

“หลังจากที่เราออกแบบและก่อสร้าง Data Center ตามมาตรฐานของ Uptime แล้ว เราได้นำแนวทางปฏิบัติของ TCOS มาปรับใช้ซึ่งเน้นที่การปฏิบัติงานและดูแล (Maintenance) โดยไม่ให้กระทบต่อระบบ Operations เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจว่า Data Center สามารถให้บริการได้อย่างต่อเนื่อง ตลอด 24/7” — คุณชัยกล่าว

เตรียมนำแนวทางปฏิบัติของมาตรฐานอื่นมาประยุกต์ใช้ต่อ

สำหรับ Data Center แห่งอื่นของ True IDC ก็มีการนำแนวทางปฏิบัติของมาตรฐานสากลระดับโลกมาประยุกต์ใช้เช่นกัน โดยล่าสุด True IDC – North Muangthong เพิ่งผ่านการรับรอง Payment Card Industry – Data Security Standard (PCI-DSS) 3.2 ซึ่งเป็นมาตรฐานด้านความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศล่าสุดสำหรับองค์กรที่ต้องจัดการกับการชำระเงินผ่านบัตรเครดิตและบัตรเดบิตไป นอกจากนี้ Data Center ดังกล่าวยังเตรียมขยายบริการเพิ่มอีก 1,000 Racks โดยจะมีการนำแนวทางปฏิบัติของมาตรฐานอื่นๆ ที่เทียบเท่ากับมาตรฐาน ISO และ Uptime มาปรับใช้ และบูรณาการเข้าด้วยกันกับแนวทางปฏิบัติเดิมที่ได้ทำมา เพื่อพัฒนาบริการ Data Center ของตนให้ดียิ่งและเพิ่มทางเลือกใหม่ๆ ให้แก่ผู้ใช้บริการ

“การได้รับรองตามมาตรฐานต่างๆ เสมือนเป็นตัวชี้วัดหรือตัวการันตีคุณภาพของ Data Center ของเรา และทำให้ลูกค้าที่ใช้บริการมีความมั่นใจ True IDC ไม่ได้ยึดติดกับแนวทางปฏิบัติตามมาตรฐานของสถาบันใดสถาบันหนึ่ง แต่เราเอาแนวทางปฏิบัติเหล่านั้นมาบูรณาการเข้าด้วยกันแล้วนำไปประยุกต์ใช้กับ Data Center ทุกเพื่อส่งมอบบริการที่ดีที่สุดแก่ลูกค้านั่นเอง” — คุณชัยกล่าวปิดท้าย

ผู้ที่สนใจใช้บริการ Data Center และระบบ Cloud ของ True IDC สามารถติดต่อเพื่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ sales@trueidc.co.th หรือ โทร 02-494 -8300

#Case Study

วิทยาการคอมฯ ม. เกษตรฯ มั่นใจ ใช้ Amazon Web Services ทำงานวิจัย

17 กรกฎาคม 2017 | 690 Views

บทความนี้เป็นบทสัมภาษณ์พิเศษของ ดร. รุจ เอกะวิภาต อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ ภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เกี่ยวกับการนำ Amazon Web Services (AWS) เข้ามาใช้สนับสนุนการทำงานวิจัยของภาควิชา และนำไปใช้เป็นสื่อการสอนสำหรับนิสิต รวมไปถึงสาเหตุว่าทำไมถึงเลือกใช้การสนับสนุนจาก True Internet Data Center (True IDC)

ภาพรวมของภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ เป็นหนึ่งในภาควิชาของคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้รับอนุมัติให้มีการจัดตั้งเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2535 เปิดสอนหลักสูตรปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอกสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ ภาควิชามีการปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรให้ทันต่อความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสมัยใหม่และความต้องการของภาคเอกชนอยู่เสมอ และมุ่งเน้นผลิตบัณฑิตและมหาบัณฑิตที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญทางวิทยาการคอมพิวเตอร์ ทั้งด้านวิชาการ งานวิจัย และประสบการณ์การทำงานจริงผ่านรายวิชาสหกิจศึกษา รวมไปถึงการศึกษาค้นคว้าวิจัยเพื่อเผยแพร่องค์ความรู้และให้บริการวิชาการแก่สังคม

ในส่วนการเรียนการสอน ขณะนี้ภาควิชาเปิดสอนหลักสูตรปริญญาโทในหลายสาขาวิชา เช่น Internet of Things, Machine Learning, Image Processing, Graphics, Networks and Security และ Software Engineering และในปีการศึกษา 2560 นี้ภาควิชาจะเปิดสอนเกี่ยวกับ Data Science ด้วย หลักสูตรปริญญาโทของภาควิชามีทั้งเรียนในเวลาราชการซึ่งเน้นการทำวิจัย และเรียนนอกเวลาราชการเพื่อให้นิสิตสามารถทำงานและศึกษาหาความรู้ไปพร้อมกันได้

ปัญหาและอุปสรรคของภาควิชาฯ

ด้วยความมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำทางด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ ภาควิชาได้สนับสนุนการทำวิจัยของอาจารย์และนิสิตด้วยดีตลอดมา ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณสำหรับงานวิจัย รวมไปถึงทรัพยากรต่างๆ ที่อาจารย์และนิสิตสามารถนำไปใช้ได้ อย่างไรก็ตาม ปัญหาและอุปสรรคสำคัญของการจัดเตรียมทรัพยากรเพื่อความพร้อมในการทำงานวิจัย คือ การประเมินทรัพยากรคอมพิวเตอร์ที่ต้องใช้ในช่วงเริ่มต้นทำการวิจัย ไม่ว่าจะเป็น จำนวนเครื่องเซิร์ฟเวอร์ ขนาดของอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล และชนิดของอุปกรณ์ระบบเครือข่ายนั้นทำได้ยาก การจัดซื้อจำเป็นต้องเลือกอุปกรณ์ขนาดใหญ่ที่จะครอบคลุมความต้องการในอนาคตเพื่อป้องกันทรัพยากรไม่เพียงพอ ถึงแม้ว่าทางมหาวิทยาลัยจะมีระบบ Cloud ให้บริการฟรีสำหรับคณะและภาควิชา แต่การจองทรัพยากรบนระบบ Cloud โดยไม่ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่นั้น ก็เหมือนเป็นการเอาเปรียบกลุ่มวิจัยอื่นที่ต้องการใช้ทรัพยากรด้วยเช่นกัน

ความต้องการของภาควิชาฯ

เนื่องจากไม่สามารถกำหนดความต้องการและปริมาณในการใช้งานทรัพยาการในการทำงานวิจัยได้อย่างชัดเจน และจำเป็นต้องปรับเพิ่มลดทรัพยากรที่ใช้ให้เหมาะสำหรับการทดลองต่างๆ ในช่วงเริ่มโครงการวิจัย จึงทำให้ภาควิชาต้องการโซลูชันระบบโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ที่สามารถจัดสรรทรัพยากรและปรับแต่งการใช้งานได้อย่างรวดเร็วและอิสระ เพื่อให้สามารถใช้ทรัพยากรได้อย่างคุ้มค่าที่สุด รวมไปถึงสามารถประเมินการใช้ทรัพยากรได้อย่างเที่ยงตรง บริการ Infrastructure-as-a-Service (IaaS) จึงเป็นโซลูชันที่ตรงกับความต้องการของโครงการวิจัยมากที่สุด

“การเริ่มทำงานวิจัยใหม่ๆ บางกรณีเราไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่าจะต้องใช้ทรัพยากรคอมพิวเตอร์เท่าไหร่ อาจต้องมีการปรับขึ้นปรับลงให้เหมาะสมกับงานที่เราทำ จึงเป็นเรื่องยากที่จะทำเรื่องขอใช้ทรัพยากรจากทางมหาวิทยาลัยหรือรัฐบาลในปริมาณที่เหมาะสม เราต้องการการจัดสรรทรัพยากรที่มีความยืดหยุ่น สามารถปรับแต่งการใช้งานได้อย่างรวดเร็วภายใต้การคิดค่าบริการที่เหมาะสมอีกด้วย” — ดร. รุจ ระบุถึงปัญหาและความต้องการของการทำงานวิจัย

Amazon Web Services เข้ามาช่วยเหลือการทำงานวิจัยและการเรียนการสอนของนิสิตในภาควิชาฯ ได้อย่างไร

ภาควิชาตัดสินใจใช้ AWS เข้ามาสนับสนุนการทำวิจัยของอาจารย์และการเรียนการสอนของนิสิต เนื่องจาก AWS เป็นระบบ Cloud สาธารณะที่ให้บริการตั้งแต่ Infrastructure-as-a-Service (IaaS), Platform-as-a-Service (PaaS) ไปจนถึง Software-as-a-Service (SaaS) ซึ่งช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการทำงานวิจัย และลดต้นทุนด้านค่าใช้จ่ายได้เป็นอย่างดี AWS เข้ามาตอบโจทย์ความต้องการ 3 ประการ คือ

  1. ใช้งานได้หลากหลาย: AWS มีฟีเจอร์และเครื่องมือให้เลือกใช้เป็นจำนวนมาก ตอบโจทย์ความต้องการด้านการทำวิจัยได้หลายรูปแบบ ยกตัวอย่างเช่น การทำคลัสเตอร์ Hadoop โดยใช้ EC2, S3 และ EMR เพื่อประมวลผล Big Data Analytics
  2. ยืดหยุ่นสูง: สามารถปรับแต่งเพิ่มลดทรัพยากรคอมพิวเตอร์ได้อย่างอิสระและรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นจำนวนเซิร์ฟเวอร์หรือขนาดของอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล โดยไม่ต้องเสียเวลาในการติดต่อกับผู้ให้บริการเพื่ออธิบายความต้องการใหม่ ที่สำคัญคือมี Community ในการแลกเปลี่ยนข้อมูล ทำให้สามารถแบ่งปันประสบการณ์และค้นหาความรู้เพิ่มเติมได้ไม่ยาก นอกจากนี้ยังใช้เวลาฝึกฝนเพื่อเรียนรู้การใช้งานได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย
  3. ประหยัดค่าใช้จ่าย: คิดค่าใช้จ่ายตามปริมาณการใช้งานจริง ซึ่งเหมาะกับลักษณะการเริ่มต้นทำงานวิจัยของโครงการที่มีการปรับเพิ่มลดทรัพยากรบ่อย และใช้งานเป็นครั้งคราว ไม่สม่ำเสมอ เมื่อคำนวณ CapEx และ OpEx ในช่วง 3 ปีแรกเทียบกับการจัดซื้ออุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ใหม่สำหรับเริ่มทำงานวิจัย จะพบว่าการใช้ AWS มีค่าใช้จ่ายต่ำกว่ามาก

นอกจากนี้ AWS ยังนำเสนอโปรแกรม AWS Educate ซึ่งอนุญาตให้คณาจารย์และนักศึกษาสามารถใช้บริการได้ฟรีภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด ทำให้ภาควิชาสามารถนำ AWS มาใช้เป็นสื่อการสอนเทคโนโลยีระบบ Cloud เพื่อให้นิสิตสามารถนำความรู้ที่ได้ไปต่อยอดเพื่อทำธุรกิจของตนเองระหว่างที่กำลังศึกษาอยู่ รวมไปถึงใช้เพิ่มทักษะให้พร้อมกับการทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญในอนาคตได้

ทำไมถึงเลือกใช้การสนับสนุนจาก True IDC

เนื่องจาก True IDC มีทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญด้าน AWS พร้อมให้คำปรึกษามื่อมีข้อสงสัยหรือประสบปัญหาตลอดเวลา ในขณะที่ฝ่ายขายช่วยวางแผนค่าใช้จ่ายโดยนำเสนอแผนการชำระเงินเป็นรอบแล้วทยอยหักตามการใช้งานจริง ในกรณีที่เงินเหลือยังสามารถนำไปทบไว้เพื่อใช้ในรอบบิลถัดไปได้ ส่งผลให้โครงการวิจัยและอาจารย์ผู้สอนในภาควิชาที่นำ AWS มาใช้ในการสอน สามารถใช้บริการ AWS ได้คุ้มค่าและประหยัดค่าใช้จ่ายมากที่สุด

“True IDC เข้ามาให้คำปรึกษาและแนะนำโซลูชันของ AWS ให้กับทางโครงการวิจัยที่ผมร่วมทำอยู่ พร้อมช่วยวางแผนด้านค่าใช้จ่ายในการใช้บริการ AWS เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด” — ดร. รุจ กล่าว

นอกจากนี้ True IDC นำโดยคุณธนรรถ สังข์เกษม หัวหน้าทีมที่ปรึกษาระบบ Cloud ยังร่วมกับภาควิชาเพื่อจัดอบรม Cloud Talk สัญจร (FB: CloudTalk) เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีระบบ Cloud และการใช้งาน AWS เพื่อเปิดโอกาสให้นิสิตนำความรู้ที่ได้ไปสร้างสรรค์ผลงานหรือใช้เป็นช่องทางต่อยอดการศึกษาได้

สรุปผลลัพธ์การใช้งาน Amazon Web Services

AWS ช่วยเข้ามาจัดสรรการใช้ทรัพยากรคอมพิวเตอร์เพื่อสนับสนุนทีมนักวิจัยในภาควิชาได้อย่างยอดเยี่ยม ในราคาที่คุ้มค่า ที่สำคัญคือทีมนักวิจัยสามารถบริหารจัดการทุกอย่างได้ด้วยตนเอง ทำให้สามารถทำงานวิจัยได้รวดเร็วและคล่องตัวขึ้นกว่าเดิม ทั้งยังสามารถทดลองใช้เครื่องมือต่างๆ เพื่อสนับสนุนการทำวิจัยได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้การที่มี True IDC เป็นพันธมิตรช่วยสนับสนุนการดำเนินการให้คำปรึกษาต่างๆ ทำให้ผู้ทำวิจัยสามารถใช้ AWS ได้อย่างมั่นใจ

แผนงานในอนาคต

ภาควิชาเล็งเห็นถึงความสำคัญของเทคโนโลยีระบบ Cloud ในช่วงที่ประเทศกำลังก้าวเข้าสู่ยุค Digital เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีที่บริหารจัดการได้ง่าย มีต้นทุนค่าใช้จ่ายต่ำ และรองรับการขยายอย่างไร้ขีดจำกัดได้ในอนาคต ทำให้ภาควิชาสนับสนุนการนำ AWS ไปใช้ร่วมกับระบบที่มีอยู่ของมหาวิทยาลัยเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์แก่การทำวิจัยสูงสุด นอกจากนี้กำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้ AWS เพื่อรองรับการทำงานวิจัยของนิสิตภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ รวมไปถึงการเพิ่มการให้ความรู้และทักษะที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีระบบCloud เพื่อให้นิสิตในทุกระดับสามารถนำความรู้ไปใช้งานและฝึกฝนทักษะสำหรับเตรียมประกอบอาชีพในอนาคตได้

สุดท้าย ภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์และ True IDC พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการเสริมสร้างการเรียนรู้และพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะความสามารถด้านการใช้เทคโนโลยีระบบ Cloud และเทคโนโลยีระบบสารสนเทศอื่นๆ เพื่อเป็นกำลังให้สังคมไทยพร้อมก้าวเข้าสู่ยุค Thailand 4.0 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

#Article

True IDC ผ่านการรับรองมาตรฐาน Uptime TCOS รายแรกและรายเดียวในประเทศไทย

04 กุมภาพันธ์ 2019 | 9358 Views

หลังจากที่ True IDC เปิดตัว Data Center แห่งใหม่ “True IDC – East Bangna” ที่ถูกออกแบบและก่อสร้างตามมาตรฐาน TCDD และ TCCF ของสถาบัน Uptime ไปไม่ถึง 1 ปี ล่าสุด Data Center ดังกล่าวผ่านการรับรองมาตรฐาน TCOS ของสถาบันเดียวกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นับเป็น Data Center แห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทยที่ผ่านการรับรองตามมาตรฐานของ Uptime ครบทั้ง 3 รายการ

True IDC เป็นองค์กรที่มุ่งพัฒนาเพื่อยกระดับบริการดาต้าเซ็นเตอร์ไทยให้เทียบเท่าสากล เราจึงให้ความสำคัญในการ พัฒนาประสิทธิภาพการให้บริการให้เป็นไปตามมาตรฐานโลก โดยล่าสุดได้รับการรับรองจากสถาบัน Uptime ครบทั้ง 3 รายการ เป็นเจ้าแรก และเจ้าเดียวของประเทศไทย ครอบคลุมทั้งด้านการออกแบบ ก่อสร้าง และปฏิบัติงาน ควบคู่กับเทคโนโลยีที่ทันสมัย ทำให้ดาต้าเซ็นเตอร์ของเรามีความพร้อมในการให้บริการครบทุกมิติ”

— คุณชัย สุทธาสา หัวหน้าทีมมาตรฐานและข้อบังคับของ True IDC กล่าว

Data Center ระดับ World Class ด้วยประสบการณ์กว่า 15 ปี

พันธกิจหลักของ True IDC คือ “มุ่งมั่นผลักดันธุรกิจยุคดิจิทัล ด้วยการให้บริการ Data Center และ Cloud แบบครบวงจร” และเพื่อให้บรรลุพันธกิจนี้ True IDC จึงมุ่งมั่นที่จะยกระดับ Data Center ให้ทันสมัยและมีคุณภาพมากยิ่งขึ้นเสมอมา ตอบโจทย์การใช้งานในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างแท้จริง การนำแนวทางปฏิบัติตามมาตรฐานสากลมาประยุกต์ใช้ในการให้บริการ Data Center จึงกลายเป็นกลยุทธ์หลักที่ True IDC ดำเนินมาจนถึงทุกวันนี้

ด้วยประสบการณ์การให้บริการ Data Center มานานกว่า 15 ปี ทำให้ True IDC ทราบถึงความต้องการของลูกค้าในทุกๆ อุตสาหกรรม และปรับปรุงทั้งบริการในส่วนของ Data Center, Cloud และ ICT Services อย่างไม่หยุดยั้งจนก้าวขึ้นสู่ความเป็นผู้นำในตลาด การันตีด้วยรางวัล “ผู้ให้บริการ Data Center ยอดเยี่ยมแห่งปีสำหรับประเทศไทย” และ “ผู้ให้บริการระบบ Cloud ยอดเยี่ยมแห่งปีสำหรับประเทศไทย” ประจำปี 2018 จาก Frost & Sullivan

การันตีความเชื่อมั่นด้วยมาตรฐาน Uptime ครบ 3 รายการแห่งแรกและแห่งเดียวในไทย

เพื่อพัฒนา True IDC – East Bangna ซึ่งเป็น Data Center แห่งใหม่ให้มีคุณภาพและเป็นที่ยอมรับระดับโลก True IDC ได้ยึดแนวทางปฏิบัติตามมาตรฐานสากลของสถาบัน Uptime โดยคำนึงถึงองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ ความทันสมัย ความมั่นคงปลอดภัย และความน่าเชื่อถือ โดยเริ่มต้นตั้งแต่การออกแบบ การก่อสร้าง ไปจนถึงการปฏิบัติงานเพื่อให้บริการที่ดีที่สุดแก่ลูกค้า และผ่านการรับรองจากสถาบัน Uptime ถึง 3 มาตรฐาน ได้แก่

  • Tier III Certification of Design Documents (TCDD):รับรองการออกแบบด้านโครงสร้างวิศวกรรม และสถาปัตยกรรมของ Data Center (ผ่านการรับรองเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2017)
  • Tier III Certification of Constructed Facility (TCCF):รับรองการก่อสร้าง Data Center ถูกต้อง เป็นไปตามโครงสร้างวิศวกรรม และสถาปัตยกรรมที่ออกแบบไว้ (ผ่านการรับรองเมื่อเดือนสิงหาคม 2017)
  • Tier III Certification of Operational Sustainability (TCOS):รับรองการปฏิบัติงานและดูแล Data Center ของเจ้าหน้าที่เพื่อให้ Data Center Operations มีประสิทธิภาพสูงสุด (ผ่านการรับรองเมื่อเดือนธันวาคม 2018)

มั่นใจในบริการด้วยการรับรอง Tier III Certification of Operational Sustainability (TCOS) 

สำหรับมาตรฐาน TCOS นั้น True IDC – East Bangna ผ่านการประเมินตามมาตรการควบคุมกว่า 100 รายการ ส่งผลให้ได้รับการรับรอง Tier III Certification of Operational Sustainability (TCOS) และเป็น Data Center แห่งเดียวในเมืองไทยและ Indo China ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานนี้จากสถาบัน Uptime โดยมุ่งเน้นการพัฒนา 3 ส่วน ได้แก่

  1. พัฒนากระบวนการทำงาน และระบบเอกสารให้มีประสิทธิภาพ ตั้งแต่ การตรวจสอบระบบ, การบำรุงรักษาอุปกรณ์, การแก้ไขข้อผิดพลาด เป็นต้น
  2. พัฒนาของบุคลากรที่ดูแลดาต้าเซ็นเตอร์ให้มีความรู้ในการปฏิบติงานตามมาตราฐาน รวมถึงจัดอบรม และตรวจสอบการทำงานอยู่ตลอดเวลา
  3. มุ่งเน้นการพัฒนาการทำงานทุกขั้นตอนอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการจัดทำรายงานสรุป, การวิเคราะห์กระบวนการทำงาน, การวางแผนการทำงาน, การบริหารจัดการความเสี่ยงต่างๆ เป็นต้น

มุ่งพัฒนาทั้งทางด้าน People, Process และ Technology เพื่อเพิ่ม Availability ให้ถึงขีดสุด

คุณชัยระบุว่า การสร้าง Data Center ให้ทันสมัย รองรับความต้องการของผู้ใช้บริการในยุคดิจิทัลนั้น ไม่ใช่แค่การนำเทคโนโลยีระดับสูงเข้ามาใช้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีการพัฒนาบุคลากร (People) และกระบวนการ (Process) ควบคู่กันไปด้วย ซึ่ง True IDC ได้ให้ความรู้แก่ทั้งผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง จัดอบรม และมีการกำหนดแนวทางปฏิบัติอย่างชัดเจน รวมไปถึงจำลองสถานการณ์เพื่อทำการฝึกซ้อมในรูปแบบต่างๆ ตามมาตรฐานของ Uptime TCOS เพื่อให้มั่นใจว่าพนักงานที่ดูแล Data Center ของ True IDC สามารถปฏิบัติงานได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้อง และมีประสิทธิภาพ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้บริการของลูกค้าและมี Availability หรือความต่อเนื่องในการใช้งานถึงขีดสุด

“หลังจากที่เราออกแบบและก่อสร้าง Data Center ตามมาตรฐานของ Uptime แล้ว เราได้นำแนวทางปฏิบัติของ TCOS มาปรับใช้ซึ่งเน้นที่การปฏิบัติงานและดูแล (Maintenance) โดยไม่ให้กระทบต่อระบบ Operations เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจว่า Data Center สามารถให้บริการได้อย่างต่อเนื่อง ตลอด 24/7” — คุณชัยกล่าว

เตรียมนำแนวทางปฏิบัติของมาตรฐานอื่นมาประยุกต์ใช้ต่อ

สำหรับ Data Center แห่งอื่นของ True IDC ก็มีการนำแนวทางปฏิบัติของมาตรฐานสากลระดับโลกมาประยุกต์ใช้เช่นกัน โดยล่าสุด True IDC – North Muangthong เพิ่งผ่านการรับรอง Payment Card Industry – Data Security Standard (PCI-DSS) 3.2 ซึ่งเป็นมาตรฐานด้านความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศล่าสุดสำหรับองค์กรที่ต้องจัดการกับการชำระเงินผ่านบัตรเครดิตและบัตรเดบิตไป นอกจากนี้ Data Center ดังกล่าวยังเตรียมขยายบริการเพิ่มอีก 1,000 Racks โดยจะมีการนำแนวทางปฏิบัติของมาตรฐานอื่นๆ ที่เทียบเท่ากับมาตรฐาน ISO และ Uptime มาปรับใช้ และบูรณาการเข้าด้วยกันกับแนวทางปฏิบัติเดิมที่ได้ทำมา เพื่อพัฒนาบริการ Data Center ของตนให้ดียิ่งและเพิ่มทางเลือกใหม่ๆ ให้แก่ผู้ใช้บริการ

“การได้รับรองตามมาตรฐานต่างๆ เสมือนเป็นตัวชี้วัดหรือตัวการันตีคุณภาพของ Data Center ของเรา และทำให้ลูกค้าที่ใช้บริการมีความมั่นใจ True IDC ไม่ได้ยึดติดกับแนวทางปฏิบัติตามมาตรฐานของสถาบันใดสถาบันหนึ่ง แต่เราเอาแนวทางปฏิบัติเหล่านั้นมาบูรณาการเข้าด้วยกันแล้วนำไปประยุกต์ใช้กับ Data Center ทุกเพื่อส่งมอบบริการที่ดีที่สุดแก่ลูกค้านั่นเอง” — คุณชัยกล่าวปิดท้าย

ผู้ที่สนใจใช้บริการ Data Center และระบบ Cloud ของ True IDC สามารถติดต่อเพื่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ sales@trueidc.co.th หรือ โทร 02-494 -8300

#Article

10 คาดการณ์ด้าน Data Center และ Cloud ในปี 2019

21 กุมภาพันธ์ 2019 | 264 Views
เว็บไซต์ Networks World ได้คาดการณ์แนวโน้มทางด้าน Data Center และ Cloud ที่น่าจับตามองในปี 2019 รวมทั้งสิ้น 10 รายการ สามารถสรุปได้ดังนี้

1. Edge Computing จะแพร่หลายมากขึ้น

Edge Computing ช่วยลดภาระงานของ Data Center และช่วยลด Response Time ให้เหลือระดับ 10 มิลลิวินาทีได้ แต่เทคโนโลยีดังกล่าวจำเป็นต้องมีโมเดลธุรกิจใหม่มารองรับเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งเจ้าของธุรกิจและผู้บริโภค

2.  ระบบทำความเย็นด้วยน้ำจะเริ่มถูกนำมาใช้

เมื่อโลกเข้าสู่ยุค Big Data และ AI ทำให้ระบบประมวลผลต้องใช้กำลังถึง 200 – 300 วัตต์ ส่งผลให้การระบายความร้อนด้วยอากาศไม่เพียงพออีกต่อไป ระบบทำความเย็นด้วยน้ำซึ่งมีประสิทธิภาพในการระบายความร้อนได้ดีกว่าหลายพันเท่าจึงเริ่มถูกนำเข้ามาใช้มากขึ้น

3. AI จะเข้ามาแก้ปัญหา Human Error

Data Center ในยุคดิจิทัลมีองค์ประกอบและการเชื่อมต่อกันอย่างซับซ้อน การบริหารจัดการทั้งหมดด้วยตัวผู้ดูแลระบบเองอาจก่อให้เกิดความผิดพลาดได้ง่าย AI จึงเข้ามามีส่วนช่วยในการเฝ้าระวังและปรับแต่งการตั้งค่าต่างๆ แทนที่มนุษย์ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดปัญหา Human Error ลงได้

4. Data Center ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง

แม้ระบบ Cloud จะมีขุมพลังในการประมวลผลมหาศาล แต่ก็มีค่าใช้จ่ายที่สูง ส่งผลให้ Data Center กลับมามีความจำเป็นอีกครั้ง โดยจะมีประสิทธิภาพและเอนกประสงค์มากกว่าเดิม เหมาะสำหรับภาระงานที่มี Data Set ขนาดใหญ่ เช่น BI, Analytics และ AI/ML ซึ่งถ้านำไปประมวลผลบน Cloud จะมีค่าใช้จ่ายสูงมาก

5. ภาระงานจะย้ายจาก Endpoints มายัง Data Center

ข้อมูลจะมีประโยชน์อย่างมหาศาลเมื่อถูกนำมาประมวลผลและใช้งาน ซึ่งอุปกรณ์ปลายทางอย่างสมาร์ตโฟน แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์ทำหน้าที่ได้เพียงเก็บข้อมูลอย่างเดียว ซึ่งไม่ตอบโจทย์ตรงจุดนี้ ส่งผลให้ข้อมูลที่อยู่ในอุปกรณ์เหล่านั้นจะถูกย้ายมายัง Data Center หรือ Cloud เพื่อทำ Analytics มากขึ้น

6. Microservices และ Serverless มาแน่

Virtualization เป็นเทคโนโลยีสุดวิเศษ แต่ก็กินทรัพยากรมหาศาลเช่นกัน ในเซิร์ฟเวอร์แต่ละเครื่องสามารถติดตั้งได้ไม่กี่ VM เท่านั้น ต่างจาก Microservices/Containers ขนาดเล็กซึ่งใช้หน่วยความจำเพียงหลัก 10MB หรือ Serverless ที่มีขนาดเล็กลงไปอีกเพราะทำหน้าที่เพียงฟังก์ชันเดียว ที่สำคัญคือเทคโนโลยีเหล่านี้สามารถ Migrate ไปมาระหว่างระบบ Cloud และ On-Premises ได้ง่ายด้วย

7. AWS และ Google โฟกัสที่ Hybrid Cloud

AWS และ Google ประสบความสำเร็จจากการเป็นผู้ให้บริการ Public Cloud เพียงอย่างเดียว แต่หลังจากที่ Microsoft และ IBM ก้าวเข้าสู่ตลาดพร้อมกับเครื่องมือสำหรับ On-premises และ Hybrid Cloud จนกลายเป็นผู้นำเช่นเดียวกัน ทำให้ทั้ง AWS และ Google เริ่มให้ความสนใจกับบริการสำหรับ On-premises และ Hybrid Cloud มากขึ้น

8. Bare Metal ยังคงเติบโตเช่นกัน

Bare Metal ช่วยให้เราสามารถเช่าใช้ CPU, Memory และ Storage แล้วไปใส่ซอฟต์แวร์ตามที่ต้องการได้ ซึ่งง่ายต่อการย้ายภาระงานจาก Data Center หนึ่งไปยังอีก Data Center หนึ่งหรือขึ้น Cloud โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขอะไร ปัจจุบันนี้ IBM และ Oracle เป็นผู้นำในการให้บริการ พร้อมๆ กับให้บริการซอฟต์แวร์ไปด้วยในตัว เช่นเดียวกับ AWS ที่เริ่มก้าวเข้ามาสู่ตลาดนี้

9. ปีแห่งการตัดสินใจของ Oracle

Oracle กำลังอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เนื่องจากธุรกิจระบบ Cloud ยังตะกุกตะกัก ตาม AWS, Microsoft, Google และ IBM ไม่ทัน ในขณะที่การคำนวณ License ก็มีความซับซ้อน และธุรกิจฮาร์ดแวร์ก็ค่อนข้างเงียบเหงา ผู้บริหารของ Oracle ต้องรีบปรับกลยุทธ์โดยเร็ว

10. ผู้ให้บริการระบบ Cloud ต่างแย่งชิง Desktop

Microsoft ไม่ใช่ผู้ให้บริการรายเดียวที่เปิดศึกแย่งชิงตลาด Virtual Desktop ที่เชื่อมต่อกับระบบ Cloud โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2019 นี้ที่ Windows 7 จะยกเลิกการสนับสนุนในปีถัดไป จะกลายเป็นปีแห่งการเปลี่ยนผ่าน ซึ่งต้องมาดูว่าผู้บริโภคจะอัปเกรดไปใช้ Windows 10 หรือเปลี่ยนมาใช้ AWS Workspaces และ Google Chromebooks แทน
#CloudTalk Summary

Cloud Security การวางระบบให้ใช้งานได้อย่างปลอดภัย

07 กรกฎาคม 2017 | 1387 Views

 

Cloud Talk No. 5 Cloud Security ในครั้งนี้ได้พูดถึง 2 ประเด็นหลักๆ คือ หลักการพิจารณาในการเลือกผู้ให้บริการ Cloud และ การวาง Cloud Architect ที่ช่วยให้ใช้งานระบบคลาวด์ได้อย่างปลอดภัย

 

 

การจัดการเกี่ยวกับระบบ Security

ปัจจุบันบริษัทส่วนใหญ่มักจะเก็บข้อมูลต่างๆขององค์กรไว้ที่ Server และจัดเก็บ Server เหล่านั้นไว้ที่ Data Center อีกทีหนึ่ง ทำให้ต้องลงทุนอุปกรณ์ Infrastructure ที่จำเป็น รวมไปถึงอุปกรณ์ security ต่างๆ เช่น firewall, IPS, IDS, DDoS เพื่อสร้างความปลอดภัยไม่ให้ระบบถูก hack หรือโดนไวรัส ซึ่งอุปกรณ์ security เหล่านี้มีราคาค่อนข้างสูง แต่ในปัจจุบัน เมื่อ IT ของแต่ละบริษัทเริ่มมีความมั่นใจย้ายการเก็บข้อมูลมาสู่ระบบ Cloud ซึ่งมีต้นทุนที่ถูกกว่า Physical Server ก็อาจจะมี Risk ด้าน Security เกิดขึ้นได้เช่นกัน ดังนั้นการใช้งานบนระบบ Cloud จึงไม่ใช่เพียงแค่ซื้อ Firewall แล้วจบเหมือนเมื่อก่อน แต่ผู้ใช้งานควรจะพิจารณาในเรื่อง Security ด้วย ซึ่งสามารถทำได้โดยพิจารณาในขั้นตอนการเลือกผู้ให้บริการ Cloud ที่เหมาะสม โดยมีหลักเกณฑ์ในการพิจารณา ดังนี้

 

หลักการพิจารณาในการเลือกผู้ให้บริการ Cloud

  1. ผู้ให้บริการ Cloud มีมาตรฐานใดรองรับบ้าง
  2. มีการแยก Security หรือ Network ตามแต่ละผู้ใช้งานหรือไม่ ( Multi-Tenancy)
  3. หากมีผู้ใช้งานรายอื่นใน Cloud เดียวกันโดนโจมตี ระบบของเรามีจะได้รับผลกระทบหรือไม่
  4. มีการสำรอง และกู้คืนระบบหรือไม่
  5. การจัดเก็บ Data ทำอย่างไร

 

มาตรฐานการให้บริการสากล

ตัวอย่าง  มาตรฐาน Payment Card Industry (PCI) Data Security Standard (DSS) คือ มาตรฐานการควบคุมความปลอดภัย และปกป้องข้อมูลของผู้ถือบัตรเครดิต ซึ่งผู้ให้บริการคลาวด์ที่จะสามารถให้บริการที่มีการทำธุรกรรมทางการเงินเกี่ยวกับบัตรเครดิต จะต้องได้รับ Certified ตัวนี้ เป็นต้น ซึ่งมาตรฐานตัวนี้เป็นมาตรฐานสากลที่ร่วมกำหนดโดย American Express, Discover Financial Services, JCB International, MasterCard Worldwide และ Visa Inc. International ข้อกำหนดนี้ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยให้ทั่วโลกมีมาตรการด้านความปลอดภัยของข้อมูลที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน  รายละเอียดเพิ่มเติม

 

 

การใช้งาน Security บน Cloud มีข้อดีอย่างไร?

  1. สามารถเพิ่มจำนวนได้อย่างรวดเร็ว เพื่อรองรับ Workload ( Benefits of Scale)
  2. ทำให้การบริหารจัดการ Security อยู่บนมาตรฐานเดียวกัน (Standardized) ในการจัดการ Security ขององค์กรปัญหาที่พบบ่อยคือ ต้องใช้อุปกรณ์จากหลายผู้ผลิต หลากหลายวิธีการและ Configuration ซึ่งการเชื่อมต่ออุปกรณ์แต่ละอย่างจึงทำได้ยากเนื่องจากผู้ผลิตจะมีวิธีการ Configure ตามเทคโนโลยีของตนเอง การใช้ Security บน Cloud จะช่วยทำให้การ Deploy Security ทำได้ง่ายขึ้นเพราะ Cloud Provider จะทำการ customize มาเรียบร้อยแล้ว
  3. รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ สามารถปรับเปลี่ยนได้ทันที
  4. ผ่านการ Audits ตามมาตรฐานของแต่ละ Cloud Provider
  5. ลดต้นทุน เนื่องจาก การเช่าใช้ระบบ Cloud มีการคิดค่าใช้จ่ายแบบเช่าใช้ คิดค่าใช้จ่ายตามจริง ลูกค้ามีทางเลือกที่หลากหลายในการเลือกใช้ Security Solution โดยสามารถเลือกใช้บริการจาก Marketplace ของผู้ให้บริการ Cloud บางราย และสามารถเปรียบเทียบราคาได้ทันทีจึงประเมินค่าใช้จ่ายล่วงหน้าได้ ทำให้การวางงบประมาณทางด้าน IT เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
  6. ประหยัดเวลา ผู้ใช้ไม่ต้องเสียเวลาไปเลือกซื้อตาม Brand เพียงดูแค่ข้อกำหนดว่าสิ่งที่อยากได้คืออะไร ไม่ต้องยุ่งเรื่อง hardware ไม่ต้องยุ่งเรื่อง Maintenance Agreement (MA)

การใช้งาน Cloud เปรียบเสมือนการเอาข้อมูลขององค์กรที่สำคัญไปฝากไว้กับคนอื่น (ผู้ให้บริการ Cloud)  ดังนั้น Cloud Security จึงเป็นประเด็นที่ผู้ใช้งานควรให้ความสำคัญ เพื่อป้องกันการถูกโจมตีระบบ ทั้งจาก Private หรือ Public และยังทำให้คุณวางแผนที่จะนำระบบ Cloud มาใช้ในองค์กรได้อย่างปลอดภัยยิ่งขึ้น ซึ่งสามารถทำได้โดยพิจารณาเลือกผู้ให้บริการ Cloud ที่ได้มาตรฐาน มี Certified และเหมาะสมกับการใช้งานของแต่ละองค์กร

 

ติดตาม Cloud Talk ครั้งต่อไปได้ที่ www.facebook.com/cloudtalk

 

เอกสารการบรรยาย Next Generation Security Platform – Palo Alto Download

เอกสารการบรรยาย Cloud Security – True IDC Download

 

by นิตินัย ภู่พัฒนสิริ, ภัคพงษ์ สิทธาพานิช