ข่าว & บทความ

  • ทั้งหมด
  • กรณีศึกษา
  • ข่าว
  • บทความ
  • สรุปคลาวด์ทอล์ค
#Article

Google เสริมสมรรถนะ Google Cloud รองรับเทคโนโลยี AI มากขึ้น

27 สิงหาคม 2018 | 137 Views

ภายในงาน Google Cloud Next 2018 ที่เพิ่งจัดไปเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา Google ได้ประกาศอัปเกรด Google Cloud พร้อมเพิ่มฟีเจอร์สำหรับรองรับการใช้งานที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี Machine Learning และ Artificial Intelligence (AI) ตอบรับธุรกิจที่เริ่มนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้งานมากขึ้น

Google ประกาศพร้อมเริ่มให้บริการ Nvidia Tesla P4 GPU สำหรับการประมวลผล Machine Learning และ AI สมรรถนะสูงในโซนสหรัฐฯ และยุโรป นับว่าเป็นผู้ให้บริการระบบ Cloud รายแรกที่ให้บริการ GPU รุ่นเรือธงของ Nvidia ซึ่งธุรกิจสามารถใช้ประโยชน์จาก GPU รุ่นดังกล่าวได้ดังนี้
  • การตอบสนองแบบเรียลไทม์ – การทำงานหลายอย่าง เช เมื่อการทำเหล่านี้ผสานรวมกับโมเดล AI ที่มีความซับซ้อนเพื่อเพิ่มความแม่นยำมากขึ้น การใช้ Tesla P4 GPU จึงช่วยให้สามารถประมวลผลและโต้ตอบกับผู้ใช้ได้แบบเรียลไทม์
  • การทำ Video Decoding – Tesla P4 GPU มีฮาร์ดแวร์แยกสำหรับใช้เร่งการทำ Decoding โดยเฉพาะ ซึ่งสามารถทำงานไปพร้อมๆ กับการประมวลผลของ GPU ช่วยให้สามารถ Transcode วิดีโอแบบเรียลไทม์ได้สูงสุดถึง 35 HD Video Streams
Google ยังระบุอีกว่า ขุมพลังในการประมวลผลของ Tesla P4 GPU นั้นมาจากสถาปัตยกรรมแบบ Pascal ของ Nvidia ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของเซิร์ฟเวอร์ที่ต้องการรัน Deep Learning Workload ได้เป็นอย่างดี สำหรับในโซนอื่นๆ นอกจากสหรัฐฯ และยุโรป Google ระบุว่าจะพร้อมให้บริการเร็วๆ นี้
นอกจากนี้ Google ได้เปิดตัว Tensor Processing Unit (TPU) ใหม่ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็น GPU ขนาดเล็กสำหรับช่วยประมวลผล AI บนตัวอุปกรณ์ เช่น IoT, โดรน หรือหุ่นยนต์ โดยไม่ต้องส่งข้อมูลไปประมวลผลบนระบบ Cloud อย่างไรก็ตาม TPU ของ Google ณ ตอนนี้ยังคงต้องทำงานร่วมกับแพลตฟอร์ม Google Cloud เท่านั้น
ปัจจุบันนี้ หุ่นยนต์ โดรน และอุปกรณ์ IoT เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านความปลอดภัยสาธารณะ สายการผลิตในโรงงาน การศึกษา นำ้มันและแก๊ส ที่สำคัญคือเมื่อ Machine Learning และ AI เริ่มเป็นที่แพร่หลาย ทำให้ธุรกิจเริ่มพึ่งพา GPU มากยิ่งขึ้น การร่วมมือกันระหว่าง Nvidia และ Google รวมไปถึงผู้ให้บริการระบ Cloud อื่นๆ จะช่วยให้ Data Scientist สามารถใช้เทคโนโลยีดังกล่าวได้ง่ายยิ่งขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนทางด้าน Infrastructure มากนัก
ที่มา: https://www.cio.com/article/3293424/artificial-intelligence/more-artificial-intelligence-options-coming-to-google-cloud.html
#Case Study

วิทยาการคอมฯ ม. เกษตรฯ มั่นใจ ใช้ Amazon Web Services ทำงานวิจัย

17 กรกฎาคม 2017 | 502 Views

บทความนี้เป็นบทสัมภาษณ์พิเศษของ ดร. รุจ เอกะวิภาต อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ ภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เกี่ยวกับการนำ Amazon Web Services (AWS) เข้ามาใช้สนับสนุนการทำงานวิจัยของภาควิชา และนำไปใช้เป็นสื่อการสอนสำหรับนิสิต รวมไปถึงสาเหตุว่าทำไมถึงเลือกใช้การสนับสนุนจาก True Internet Data Center (True IDC)

ภาพรวมของภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ เป็นหนึ่งในภาควิชาของคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้รับอนุมัติให้มีการจัดตั้งเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2535 เปิดสอนหลักสูตรปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอกสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ ภาควิชามีการปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรให้ทันต่อความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสมัยใหม่และความต้องการของภาคเอกชนอยู่เสมอ และมุ่งเน้นผลิตบัณฑิตและมหาบัณฑิตที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญทางวิทยาการคอมพิวเตอร์ ทั้งด้านวิชาการ งานวิจัย และประสบการณ์การทำงานจริงผ่านรายวิชาสหกิจศึกษา รวมไปถึงการศึกษาค้นคว้าวิจัยเพื่อเผยแพร่องค์ความรู้และให้บริการวิชาการแก่สังคม

ในส่วนการเรียนการสอน ขณะนี้ภาควิชาเปิดสอนหลักสูตรปริญญาโทในหลายสาขาวิชา เช่น Internet of Things, Machine Learning, Image Processing, Graphics, Networks and Security และ Software Engineering และในปีการศึกษา 2560 นี้ภาควิชาจะเปิดสอนเกี่ยวกับ Data Science ด้วย หลักสูตรปริญญาโทของภาควิชามีทั้งเรียนในเวลาราชการซึ่งเน้นการทำวิจัย และเรียนนอกเวลาราชการเพื่อให้นิสิตสามารถทำงานและศึกษาหาความรู้ไปพร้อมกันได้

ปัญหาและอุปสรรคของภาควิชาฯ

ด้วยความมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำทางด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ ภาควิชาได้สนับสนุนการทำวิจัยของอาจารย์และนิสิตด้วยดีตลอดมา ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณสำหรับงานวิจัย รวมไปถึงทรัพยากรต่างๆ ที่อาจารย์และนิสิตสามารถนำไปใช้ได้ อย่างไรก็ตาม ปัญหาและอุปสรรคสำคัญของการจัดเตรียมทรัพยากรเพื่อความพร้อมในการทำงานวิจัย คือ การประเมินทรัพยากรคอมพิวเตอร์ที่ต้องใช้ในช่วงเริ่มต้นทำการวิจัย ไม่ว่าจะเป็น จำนวนเครื่องเซิร์ฟเวอร์ ขนาดของอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล และชนิดของอุปกรณ์ระบบเครือข่ายนั้นทำได้ยาก การจัดซื้อจำเป็นต้องเลือกอุปกรณ์ขนาดใหญ่ที่จะครอบคลุมความต้องการในอนาคตเพื่อป้องกันทรัพยากรไม่เพียงพอ ถึงแม้ว่าทางมหาวิทยาลัยจะมีระบบ Cloud ให้บริการฟรีสำหรับคณะและภาควิชา แต่การจองทรัพยากรบนระบบ Cloud โดยไม่ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่นั้น ก็เหมือนเป็นการเอาเปรียบกลุ่มวิจัยอื่นที่ต้องการใช้ทรัพยากรด้วยเช่นกัน

ความต้องการของภาควิชาฯ

เนื่องจากไม่สามารถกำหนดความต้องการและปริมาณในการใช้งานทรัพยาการในการทำงานวิจัยได้อย่างชัดเจน และจำเป็นต้องปรับเพิ่มลดทรัพยากรที่ใช้ให้เหมาะสำหรับการทดลองต่างๆ ในช่วงเริ่มโครงการวิจัย จึงทำให้ภาควิชาต้องการโซลูชันระบบโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ที่สามารถจัดสรรทรัพยากรและปรับแต่งการใช้งานได้อย่างรวดเร็วและอิสระ เพื่อให้สามารถใช้ทรัพยากรได้อย่างคุ้มค่าที่สุด รวมไปถึงสามารถประเมินการใช้ทรัพยากรได้อย่างเที่ยงตรง บริการ Infrastructure-as-a-Service (IaaS) จึงเป็นโซลูชันที่ตรงกับความต้องการของโครงการวิจัยมากที่สุด

“การเริ่มทำงานวิจัยใหม่ๆ บางกรณีเราไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่าจะต้องใช้ทรัพยากรคอมพิวเตอร์เท่าไหร่ อาจต้องมีการปรับขึ้นปรับลงให้เหมาะสมกับงานที่เราทำ จึงเป็นเรื่องยากที่จะทำเรื่องขอใช้ทรัพยากรจากทางมหาวิทยาลัยหรือรัฐบาลในปริมาณที่เหมาะสม เราต้องการการจัดสรรทรัพยากรที่มีความยืดหยุ่น สามารถปรับแต่งการใช้งานได้อย่างรวดเร็วภายใต้การคิดค่าบริการที่เหมาะสมอีกด้วย” — ดร. รุจ ระบุถึงปัญหาและความต้องการของการทำงานวิจัย

Amazon Web Services เข้ามาช่วยเหลือการทำงานวิจัยและการเรียนการสอนของนิสิตในภาควิชาฯ ได้อย่างไร

ภาควิชาตัดสินใจใช้ AWS เข้ามาสนับสนุนการทำวิจัยของอาจารย์และการเรียนการสอนของนิสิต เนื่องจาก AWS เป็นระบบ Cloud สาธารณะที่ให้บริการตั้งแต่ Infrastructure-as-a-Service (IaaS), Platform-as-a-Service (PaaS) ไปจนถึง Software-as-a-Service (SaaS) ซึ่งช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการทำงานวิจัย และลดต้นทุนด้านค่าใช้จ่ายได้เป็นอย่างดี AWS เข้ามาตอบโจทย์ความต้องการ 3 ประการ คือ

  1. ใช้งานได้หลากหลาย: AWS มีฟีเจอร์และเครื่องมือให้เลือกใช้เป็นจำนวนมาก ตอบโจทย์ความต้องการด้านการทำวิจัยได้หลายรูปแบบ ยกตัวอย่างเช่น การทำคลัสเตอร์ Hadoop โดยใช้ EC2, S3 และ EMR เพื่อประมวลผล Big Data Analytics
  2. ยืดหยุ่นสูง: สามารถปรับแต่งเพิ่มลดทรัพยากรคอมพิวเตอร์ได้อย่างอิสระและรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นจำนวนเซิร์ฟเวอร์หรือขนาดของอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล โดยไม่ต้องเสียเวลาในการติดต่อกับผู้ให้บริการเพื่ออธิบายความต้องการใหม่ ที่สำคัญคือมี Community ในการแลกเปลี่ยนข้อมูล ทำให้สามารถแบ่งปันประสบการณ์และค้นหาความรู้เพิ่มเติมได้ไม่ยาก นอกจากนี้ยังใช้เวลาฝึกฝนเพื่อเรียนรู้การใช้งานได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย
  3. ประหยัดค่าใช้จ่าย: คิดค่าใช้จ่ายตามปริมาณการใช้งานจริง ซึ่งเหมาะกับลักษณะการเริ่มต้นทำงานวิจัยของโครงการที่มีการปรับเพิ่มลดทรัพยากรบ่อย และใช้งานเป็นครั้งคราว ไม่สม่ำเสมอ เมื่อคำนวณ CapEx และ OpEx ในช่วง 3 ปีแรกเทียบกับการจัดซื้ออุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ใหม่สำหรับเริ่มทำงานวิจัย จะพบว่าการใช้ AWS มีค่าใช้จ่ายต่ำกว่ามาก

นอกจากนี้ AWS ยังนำเสนอโปรแกรม AWS Educate ซึ่งอนุญาตให้คณาจารย์และนักศึกษาสามารถใช้บริการได้ฟรีภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด ทำให้ภาควิชาสามารถนำ AWS มาใช้เป็นสื่อการสอนเทคโนโลยีระบบ Cloud เพื่อให้นิสิตสามารถนำความรู้ที่ได้ไปต่อยอดเพื่อทำธุรกิจของตนเองระหว่างที่กำลังศึกษาอยู่ รวมไปถึงใช้เพิ่มทักษะให้พร้อมกับการทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญในอนาคตได้

ทำไมถึงเลือกใช้การสนับสนุนจาก True IDC

เนื่องจาก True IDC มีทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญด้าน AWS พร้อมให้คำปรึกษามื่อมีข้อสงสัยหรือประสบปัญหาตลอดเวลา ในขณะที่ฝ่ายขายช่วยวางแผนค่าใช้จ่ายโดยนำเสนอแผนการชำระเงินเป็นรอบแล้วทยอยหักตามการใช้งานจริง ในกรณีที่เงินเหลือยังสามารถนำไปทบไว้เพื่อใช้ในรอบบิลถัดไปได้ ส่งผลให้โครงการวิจัยและอาจารย์ผู้สอนในภาควิชาที่นำ AWS มาใช้ในการสอน สามารถใช้บริการ AWS ได้คุ้มค่าและประหยัดค่าใช้จ่ายมากที่สุด

“True IDC เข้ามาให้คำปรึกษาและแนะนำโซลูชันของ AWS ให้กับทางโครงการวิจัยที่ผมร่วมทำอยู่ พร้อมช่วยวางแผนด้านค่าใช้จ่ายในการใช้บริการ AWS เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด” — ดร. รุจ กล่าว

นอกจากนี้ True IDC ยังร่วมกับภาควิชาเพื่อจัดอบรม Cloud Talk สัญจร (FB: CloudTalk) เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีระบบ Cloud และการใช้งาน AWS เพื่อเปิดโอกาสให้นิสิตนำความรู้ที่ได้ไปสร้างสรรค์ผลงานหรือใช้เป็นช่องทางต่อยอดการศึกษาได้

สรุปผลลัพธ์การใช้งาน Amazon Web Services

AWS ช่วยเข้ามาจัดสรรการใช้ทรัพยากรคอมพิวเตอร์เพื่อสนับสนุนทีมนักวิจัยในภาควิชาได้อย่างยอดเยี่ยม ในราคาที่คุ้มค่า ที่สำคัญคือทีมนักวิจัยสามารถบริหารจัดการทุกอย่างได้ด้วยตนเอง ทำให้สามารถทำงานวิจัยได้รวดเร็วและคล่องตัวขึ้นกว่าเดิม ทั้งยังสามารถทดลองใช้เครื่องมือต่างๆ เพื่อสนับสนุนการทำวิจัยได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้การที่มี True IDC เป็นพันธมิตรช่วยสนับสนุนการดำเนินการให้คำปรึกษาต่างๆ ทำให้ผู้ทำวิจัยสามารถใช้ AWS ได้อย่างมั่นใจ

แผนงานในอนาคต

ภาควิชาเล็งเห็นถึงความสำคัญของเทคโนโลยีระบบ Cloud ในช่วงที่ประเทศกำลังก้าวเข้าสู่ยุค Digital เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีที่บริหารจัดการได้ง่าย มีต้นทุนค่าใช้จ่ายต่ำ และรองรับการขยายอย่างไร้ขีดจำกัดได้ในอนาคต ทำให้ภาควิชาสนับสนุนการนำ AWS ไปใช้ร่วมกับระบบที่มีอยู่ของมหาวิทยาลัยเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์แก่การทำวิจัยสูงสุด นอกจากนี้กำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้ AWS เพื่อรองรับการทำงานวิจัยของนิสิตภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ รวมไปถึงการเพิ่มการให้ความรู้และทักษะที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีระบบCloud เพื่อให้นิสิตในทุกระดับสามารถนำความรู้ไปใช้งานและฝึกฝนทักษะสำหรับเตรียมประกอบอาชีพในอนาคตได้

สุดท้าย ภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์และ True IDC พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการเสริมสร้างการเรียนรู้และพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะความสามารถด้านการใช้เทคโนโลยีระบบ Cloud และเทคโนโลยีระบบสารสนเทศอื่นๆ เพื่อเป็นกำลังให้สังคมไทยพร้อมก้าวเข้าสู่ยุค Thailand 4.0 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

#News & PR

ทรู ไอดีซี ผนึกกำลัง บีบีไอเอ็กซ์ ประเทศญี่ปุ่น เปิดตัว “บีบีไอเอ็กซ์ (ไทยแลนด์)” ปั้นไทยเป็นศูนย์กลางแลกเปลี่ยนข้อมูลมาตรฐานสากลในเอเชีย

14 สิงหาคม 2018 | 265 Views ศุภรัฒศ์ ศิวะเพ็ชรานาถ สิงหรา ณ อยุธยา (ซ้าย) และ มร.เคอิชิ มากิโซโน

ทรู อินเทอร์เน็ต ดาต้า เซ็นเตอร์ (ทรู ไอดีซี) ผู้นำด้านการให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ และคลาวด์ครบวงจรในประเทศไทย ประกาศร่วมทุนกับ บีบีไอเอ็กซ์ ประเทศญี่ปุ่น (BBIX Inc. Japan) ผู้ให้บริการศูนย์กลางแลกเปลี่ยนข้อมูลอินเทอร์เน็ต (Internet Exchange Point: IXP) อันดับ 1 ในประเทศญี่ปุ่น (ถือหุ้นโดยซอฟต์แบงก์ กรุ๊ป คอร์ป 100%) เพื่อก่อตั้ง บริษัท บีบีไอเอ็กซ์ (ไทยแลนด์) จำกัด (BBIX (Thailand) Limited) ให้เป็นศูนย์แลกเปลี่ยนข้อมูลที่เป็นกลางตามมาตรฐานสากล นำไปสู่การพัฒนาการใช้งานอินเทอร์เน็ตและโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศด้านการสื่อสารในประเทศไทย และต่างประเทศ ผลักดันประเทศก้าวข้ามสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิตอล (Digital Economy) อย่างสมบูรณ์แบบ

ศุภรัฒศ์ ศิวะเพ็ชรานาถ สิงหรา ณ อยุธยา  ผู้จัดการทั่วไป และประธานคณะผู้บริหารฝ่ายเทคโนโลยี บริษัท ทรูไอดีซี กล่าวว่า “เนื่องจากอินเทอร์เน็ตเป็นพื้นฐานของการพัฒนาเศรษฐกิจในยุคปัจจุบัน ทั้งการใช้ชีวิตประจำวัน, การทำงาน รวมถึงธุรกรรมต่างๆ และจากการใช้งานอย่างก้าวกระโดดนี้ ก่อให้เกิดการรับส่งข้อมูล (Content/Media) บนเครือข่ายมหาศาล ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการรับส่งข้อมูลบนโครงสร้างพื้นฐานปัจจุบัน ทรู ไอดีซี ยังคงมุ่งมั่นผลักดัน และตอบสนองนโยบายรัฐบาล Thailand 4.0 ในการพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐานทางไอที (Infrastructure) อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งเล็งเห็นถึงความสำคัญของการบริหาร จัดการ และวิเคราะห์ข้อมูลขนาดมหาศาล (Data Analytic) นำไปสู่กระบวนการทำงานแบบปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) ที่ชาญฉลาด เพื่อตอบสนองการใช้ชีวิตให้กับคนยุคใหม่อย่างลงตัว และการร่วมมือกับบริษัท บีบีไอเอ็กซ์ ซึ่งเป็นผู้นำด้านการให้บริการศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนข้อมูลอินเทอร์เน็ตที่เติบโตเร็วที่สุดในประเทศญี่ปุ่น ในการพัฒนาศูนย์แลกเปลี่ยนข้อมูลอินเทอร์เน็ตที่เป็นกลางตามมาตรฐานสากลขึ้นในประเทศไทย ให้รองรับการทำงานสำหรับทุกภาคส่วน ตั้งแต่ ภาครัฐบาล, ภาคเอกชน, ผู้ให้บริการเครือข่าย และผู้ให้บริการคอนเทนต์ พร้อมต่อยอดไปยังผู้ให้บริการในต่างประเทศ”

มร.เคอิชิ มากิโซโน ประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บีบีไอเอ็กซ์ และ บริษัท บีบีไอเอ็กซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เผยว่า “เนื่องจากเศรษฐกิจดิจิตอลประเทศไทยมีแนวโน้มในการเติบโตสูง แต่การให้บริการเชื่อมต่อข้อมูลอินเทอร์เน็ตยังพัฒนาไม่เต็มประสิทธิภาพ ตลอดระยะเวลา 5 ปี ที่ผ่านมา ระบบของ BBIX สามารถรองรับการขยายตัวได้มากกว่า 50 เท่า อย่างมีประสิทธิภาพ จากประสบการณ์ในการพัฒนารูปแบบบริการแลกเปลี่ยนข้อมูลอินเทอร์เน็ต (Traffic) ทำให้เราเล็งเห็นว่าประเทศไทยยังมีศักยภาพในการเติบโตด้านอินเทอร์เน็ตอีกมาก เราจึงตัดสินใจร่วมมือกับทรูไอดีซี ซึ่งเป็นผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลที่มีความเป็นกลาง และมีมาตรฐานระดับโลก ก่อตั้งศูนย์แลกเปลี่ยนข้อมูลอินเทอร์เน็ตด้วยการใช้เทคโนโลยีระดับสากล โดยทีมงานที่มีประสบการณ์ในธุรกิจนี้กว่า 15 ปี เราจึงมั่นใจว่า บีบีไอเอ็กซ์ (ไทยแลนด์) จะเป็นศูนย์แลกเปลี่ยนข้อมูลอินเทอร์เน็ตที่ทันสมัยและมีศักยภาพที่สุดในประเทศ”

จากการผนึกกำลังข้ามชาติระหว่างสองผู้นำในตลาดไอที ก่อให้เกิด บีบีไอเอ็กซ์ (ไทยแลนด์) มีหลักในการพัฒนาการ ให้บริการอินเทอร์เน็ตภายใต้ 3 แนวคิด คือ ลดความยุ่งยากและซ้ำซ้อน (Simple), เพิ่มความเร็ว (Low Latency) และลดค่าใช้จ่าย (Cost) ด้วยการเปลี่ยนการเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) แบบ peering มาเชื่อมต่อกับศูนย์แลกเปลี่ยนข้อมูลของบีบีไอเอ็กซ์ (ไทยแลนด์) โดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย ทำให้สามารถรองรับปริมาณการรับส่งข้อมูลปริมาณมหาศาลได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดค่าใช้จ่ายให้กับผู้ใช้ โดยทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูล ภาพ และเสียงได้สะดวก รวดเร็ว นำไปสู่การเปิดกว้างในการเลือกใช้บริการแลกเปลี่ยนข้อมูลได้อย่างเสรี ด้วยที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของไทยที่เป็นศูนย์กลางที่สำคัญ ด้วยกันนี้บีบีไอเอ็กซ์ มีแผนขยายต่อยอดบริการเพื่อเป็นศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยนข้อมูลสำหรับอาเซียน โดยเริ่มต้นจากประเทศใกล้เคียง ได้แก่ ลาว, เมียนมาร์ และกัมพูชาอีกด้วย

#Article

Google เสริมสมรรถนะ Google Cloud รองรับเทคโนโลยี AI มากขึ้น

27 สิงหาคม 2018 | 137 Views

ภายในงาน Google Cloud Next 2018 ที่เพิ่งจัดไปเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา Google ได้ประกาศอัปเกรด Google Cloud พร้อมเพิ่มฟีเจอร์สำหรับรองรับการใช้งานที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี Machine Learning และ Artificial Intelligence (AI) ตอบรับธุรกิจที่เริ่มนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้งานมากขึ้น

Google ประกาศพร้อมเริ่มให้บริการ Nvidia Tesla P4 GPU สำหรับการประมวลผล Machine Learning และ AI สมรรถนะสูงในโซนสหรัฐฯ และยุโรป นับว่าเป็นผู้ให้บริการระบบ Cloud รายแรกที่ให้บริการ GPU รุ่นเรือธงของ Nvidia ซึ่งธุรกิจสามารถใช้ประโยชน์จาก GPU รุ่นดังกล่าวได้ดังนี้
  • การตอบสนองแบบเรียลไทม์ – การทำงานหลายอย่าง เช เมื่อการทำเหล่านี้ผสานรวมกับโมเดล AI ที่มีความซับซ้อนเพื่อเพิ่มความแม่นยำมากขึ้น การใช้ Tesla P4 GPU จึงช่วยให้สามารถประมวลผลและโต้ตอบกับผู้ใช้ได้แบบเรียลไทม์
  • การทำ Video Decoding – Tesla P4 GPU มีฮาร์ดแวร์แยกสำหรับใช้เร่งการทำ Decoding โดยเฉพาะ ซึ่งสามารถทำงานไปพร้อมๆ กับการประมวลผลของ GPU ช่วยให้สามารถ Transcode วิดีโอแบบเรียลไทม์ได้สูงสุดถึง 35 HD Video Streams
Google ยังระบุอีกว่า ขุมพลังในการประมวลผลของ Tesla P4 GPU นั้นมาจากสถาปัตยกรรมแบบ Pascal ของ Nvidia ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของเซิร์ฟเวอร์ที่ต้องการรัน Deep Learning Workload ได้เป็นอย่างดี สำหรับในโซนอื่นๆ นอกจากสหรัฐฯ และยุโรป Google ระบุว่าจะพร้อมให้บริการเร็วๆ นี้
นอกจากนี้ Google ได้เปิดตัว Tensor Processing Unit (TPU) ใหม่ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็น GPU ขนาดเล็กสำหรับช่วยประมวลผล AI บนตัวอุปกรณ์ เช่น IoT, โดรน หรือหุ่นยนต์ โดยไม่ต้องส่งข้อมูลไปประมวลผลบนระบบ Cloud อย่างไรก็ตาม TPU ของ Google ณ ตอนนี้ยังคงต้องทำงานร่วมกับแพลตฟอร์ม Google Cloud เท่านั้น
ปัจจุบันนี้ หุ่นยนต์ โดรน และอุปกรณ์ IoT เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านความปลอดภัยสาธารณะ สายการผลิตในโรงงาน การศึกษา นำ้มันและแก๊ส ที่สำคัญคือเมื่อ Machine Learning และ AI เริ่มเป็นที่แพร่หลาย ทำให้ธุรกิจเริ่มพึ่งพา GPU มากยิ่งขึ้น การร่วมมือกันระหว่าง Nvidia และ Google รวมไปถึงผู้ให้บริการระบ Cloud อื่นๆ จะช่วยให้ Data Scientist สามารถใช้เทคโนโลยีดังกล่าวได้ง่ายยิ่งขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนทางด้าน Infrastructure มากนัก
ที่มา: https://www.cio.com/article/3293424/artificial-intelligence/more-artificial-intelligence-options-coming-to-google-cloud.html
#CloudTalk Summary

Cloud Security การวางระบบให้ใช้งานได้อย่างปลอดภัย

07 กรกฎาคม 2017 | 1114 Views

 

Cloud Talk No. 5 Cloud Security ในครั้งนี้ได้พูดถึง 2 ประเด็นหลักๆ คือ หลักการพิจารณาในการเลือกผู้ให้บริการ Cloud และ การวาง Cloud Architect ที่ช่วยให้ใช้งานระบบคลาวด์ได้อย่างปลอดภัย

 

 

การจัดการเกี่ยวกับระบบ Security

ปัจจุบันบริษัทส่วนใหญ่มักจะเก็บข้อมูลต่างๆขององค์กรไว้ที่ Server และจัดเก็บ Server เหล่านั้นไว้ที่ Data Center อีกทีหนึ่ง ทำให้ต้องลงทุนอุปกรณ์ Infrastructure ที่จำเป็น รวมไปถึงอุปกรณ์ security ต่างๆ เช่น firewall, IPS, IDS, DDoS เพื่อสร้างความปลอดภัยไม่ให้ระบบถูก hack หรือโดนไวรัส ซึ่งอุปกรณ์ security เหล่านี้มีราคาค่อนข้างสูง แต่ในปัจจุบัน เมื่อ IT ของแต่ละบริษัทเริ่มมีความมั่นใจย้ายการเก็บข้อมูลมาสู่ระบบ Cloud ซึ่งมีต้นทุนที่ถูกกว่า Physical Server ก็อาจจะมี Risk ด้าน Security เกิดขึ้นได้เช่นกัน ดังนั้นการใช้งานบนระบบ Cloud จึงไม่ใช่เพียงแค่ซื้อ Firewall แล้วจบเหมือนเมื่อก่อน แต่ผู้ใช้งานควรจะพิจารณาในเรื่อง Security ด้วย ซึ่งสามารถทำได้โดยพิจารณาในขั้นตอนการเลือกผู้ให้บริการ Cloud ที่เหมาะสม โดยมีหลักเกณฑ์ในการพิจารณา ดังนี้

 

หลักการพิจารณาในการเลือกผู้ให้บริการ Cloud

  1. ผู้ให้บริการ Cloud มีมาตรฐานใดรองรับบ้าง
  2. มีการแยก Security หรือ Network ตามแต่ละผู้ใช้งานหรือไม่ ( Multi-Tenancy)
  3. หากมีผู้ใช้งานรายอื่นใน Cloud เดียวกันโดนโจมตี ระบบของเรามีจะได้รับผลกระทบหรือไม่
  4. มีการสำรอง และกู้คืนระบบหรือไม่
  5. การจัดเก็บ Data ทำอย่างไร

 

มาตรฐานการให้บริการสากล

ตัวอย่าง  มาตรฐาน Payment Card Industry (PCI) Data Security Standard (DSS) คือ มาตรฐานการควบคุมความปลอดภัย และปกป้องข้อมูลของผู้ถือบัตรเครดิต ซึ่งผู้ให้บริการคลาวด์ที่จะสามารถให้บริการที่มีการทำธุรกรรมทางการเงินเกี่ยวกับบัตรเครดิต จะต้องได้รับ Certified ตัวนี้ เป็นต้น ซึ่งมาตรฐานตัวนี้เป็นมาตรฐานสากลที่ร่วมกำหนดโดย American Express, Discover Financial Services, JCB International, MasterCard Worldwide และ Visa Inc. International ข้อกำหนดนี้ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยให้ทั่วโลกมีมาตรการด้านความปลอดภัยของข้อมูลที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน  รายละเอียดเพิ่มเติม

 

 

การใช้งาน Security บน Cloud มีข้อดีอย่างไร?

  1. สามารถเพิ่มจำนวนได้อย่างรวดเร็ว เพื่อรองรับ Workload ( Benefits of Scale)
  2. ทำให้การบริหารจัดการ Security อยู่บนมาตรฐานเดียวกัน (Standardized) ในการจัดการ Security ขององค์กรปัญหาที่พบบ่อยคือ ต้องใช้อุปกรณ์จากหลายผู้ผลิต หลากหลายวิธีการและ Configuration ซึ่งการเชื่อมต่ออุปกรณ์แต่ละอย่างจึงทำได้ยากเนื่องจากผู้ผลิตจะมีวิธีการ Configure ตามเทคโนโลยีของตนเอง การใช้ Security บน Cloud จะช่วยทำให้การ Deploy Security ทำได้ง่ายขึ้นเพราะ Cloud Provider จะทำการ customize มาเรียบร้อยแล้ว
  3. รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ สามารถปรับเปลี่ยนได้ทันที
  4. ผ่านการ Audits ตามมาตรฐานของแต่ละ Cloud Provider
  5. ลดต้นทุน เนื่องจาก การเช่าใช้ระบบ Cloud มีการคิดค่าใช้จ่ายแบบเช่าใช้ คิดค่าใช้จ่ายตามจริง ลูกค้ามีทางเลือกที่หลากหลายในการเลือกใช้ Security Solution โดยสามารถเลือกใช้บริการจาก Marketplace ของผู้ให้บริการ Cloud บางราย และสามารถเปรียบเทียบราคาได้ทันทีจึงประเมินค่าใช้จ่ายล่วงหน้าได้ ทำให้การวางงบประมาณทางด้าน IT เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
  6. ประหยัดเวลา ผู้ใช้ไม่ต้องเสียเวลาไปเลือกซื้อตาม Brand เพียงดูแค่ข้อกำหนดว่าสิ่งที่อยากได้คืออะไร ไม่ต้องยุ่งเรื่อง hardware ไม่ต้องยุ่งเรื่อง Maintenance Agreement (MA)

การใช้งาน Cloud เปรียบเสมือนการเอาข้อมูลขององค์กรที่สำคัญไปฝากไว้กับคนอื่น (ผู้ให้บริการ Cloud)  ดังนั้น Cloud Security จึงเป็นประเด็นที่ผู้ใช้งานควรให้ความสำคัญ เพื่อป้องกันการถูกโจมตีระบบ ทั้งจาก Private หรือ Public และยังทำให้คุณวางแผนที่จะนำระบบ Cloud มาใช้ในองค์กรได้อย่างปลอดภัยยิ่งขึ้น ซึ่งสามารถทำได้โดยพิจารณาเลือกผู้ให้บริการ Cloud ที่ได้มาตรฐาน มี Certified และเหมาะสมกับการใช้งานของแต่ละองค์กร

 

ติดตาม Cloud Talk ครั้งต่อไปได้ที่ www.facebook.com/cloudtalk

 

เอกสารการบรรยาย Next Generation Security Platform – Palo Alto Download

เอกสารการบรรยาย Cloud Security – True IDC Download

 

by นิตินัย ภู่พัฒนสิริ, ภัคพงษ์ สิทธาพานิช