ข่าว & บทความ

  • ทั้งหมด
  • กรณีศึกษา
  • ข่าว
  • บทความ
  • สรุปคลาวด์ทอล์ค
#Article

Device Edge vs. Cloud Edge ต่างกันอย่างไร

20 พฤศจิกายน 2017 | 161 Views

การประมวลผลในระบบคลาวด์กำลังคลืบคลานเข้ามาแทนที่รูปแบบดั้งดิมของการเข้าถึงทรัพยากรแบบรวมศูนย์ด้วยสถาปัตยกรรมแบบกระจายที่ไม่รวมศูนย์ กระบวนทัศน์ใหม่นี้เรียกว่าการประมวลผลที่ขอบของเครือข่าย (Edge computing) ที่นำองค์ประกอบหลักของระบบไปไว้บนคลาวด์ไม่ว่าจะเป็นการประมวลผล หน่วยจัดเก็บข้อมูล และระบบเครือข่ายเพื่อให้ใกล้ชิดกับผู้บริโภคมากขึ้น

 

โดยการย้ายการประมวลผลไปอยู่ใกล้กับที่มาของข้อมูลมากขึ้นเป็นการลดความล่าช้าของข้อมูลที่เดินทางผ่านไปมาระหว่างระบบคลาวด์ จะทำให้การใช้งานระบบบางอย่าง เช่น ความเป็นจริงเสริม (Augmented Reality -AR) และอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (Internet of Things-IoT) ได้รับประโยชน์จากการประมวลผลที่ขอบของเครือข่าย ผู้ใช้แอพพลิเคชันเหล่านี้เพลิดเพลินไปกับประสบการณ์ที่ดื่มด่ำสมจริงบนอุปกรณ์ที่ขอบของเครือข่าย

 

แม้ว่า IoT จะเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญของการประมวลผลที่ขอบของเครือข่าย แต่กรณีการใช้งานจำนวนมากกำลังเร่งให้เกิดการยอมรับมากขึ้น รูปแบบของปัญญาประดิษฐ์และการเรียนรู้ของเครื่องที่อาศัยคลาวด์กำลังได้รับการยกระดับให้สูงขึ้น โดยปกติแล้วรูปแบบการเรียนรู้ของเครื่องถูกใช้งานในระบบคลาวด์สาธารณะและนำไปใช้งานที่ขอบของเครือข่ายเพื่อให้สามารถคาดการณ์ได้ใกล้เคียงกับเวลาที่เกิดขึ้นจริง การประมวลผลที่ขอบของเครือข่ายได้กลายเป็นส่วนประกอบสำคัญของแอพพลิเคชันที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล

 

การประมวลผลที่ขอบของเครือข่ายซึ่งอยู่ในระยะเริ่มต้นก็เหมือนกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ หลายอย่างทำให้ลูกค้าเกิดความสับสน ผู้ค้าจากหลายกลุ่มมีการวางตำแหน่งของการประมวลผลที่ขอบของเครือข่ายในรูปแบบที่แตกต่างกันไปต่างๆ ภูมิทัศน์ของตลาดในปัจจุบันประกอบด้วยผู้เล่นจากระบบคลาวด์สาธารณะ บริษัทเครือข่าย ผู้ค้าซอฟต์แวร์อิสระ และบริษัทด้านระบบอัตโนมัติทางอุตสาหกรรม  ซึ่งผู้ค้าแต่ละกลุ่มเหล่านี้ก็จัดการกับการประมวลผลที่ขอบของเครือข่ายด้วยวิธีที่ไม่เหมือนกันซึ่งยิ่งเพิ่มความสับสนมากขึ้น ต่อไปนี้เราจะพาไปรู้จัก และแบ่งประเภทของการประมวลผลที่ขอบของเครือข่ายโดยอิงกับสถานการณ์และการนำไปใช้งาน

 

เป้าหมายของการประมวลผลที่ขอบของเครือข่ายคือลดการหน่วงเวลาให้เหลือน้อยที่สุดโดยการนำขีดความสามารถของ

คลาวด์สาธารณะมาใช้ที่ขอบของเครือข่าย ซึ่งนี่สามารถทำได้ใน 2 รูปแบบ  คือ การเขียนซอฟต์แวร์จำนวนมากเพื่อเลียนแบบบริการคลาวด์ที่ทำงานบนฮาร์ดแวร์ที่มีอยู่ และใช้คลาวด์สาธารณะในการขยายไปยังสถานที่ตั้งของจุดเข้าระบบ (PoP) หลายๆ แห่ง

 

ขอบของเครือข่ายของอุปกรณ์

ในรูปแบบแรก ลูกค้าติดตั้งและเรียกใช้ซอฟต์แวร์ประมวลผลชายขอบในสภาพแวดล้อมที่มีอยู่แล้ว โดยสามารถใช้ฮาร์ดแวร์แบบเฉพาะทาง หรือแบ่งให้บริการอื่นๆ ได้ใช้งานด้วย ในหลายกรณี ระบบประมวลผลชายขอบจำนวนมากทำงานอยู่บนอุปกรณ์ที่ใช้พลังงานต่ำที่ใช้โพรเซสเซอร์ ARM ตัวอย่างเช่น รถบรรทุกแบบเชื่อมต่อกันสามารถติดตั้งคอมพิวเตอร์แบบฝังระบบไว้บนชิป (SoC) ที่ทำงานด้วยซอฟต์แวร์ที่ขอบของเครือข่ายได้ โดยเซ็นเซอร์ทั้งหมดจะสื่อสารกับอุปกรณ์ที่ขอบของเครือข่ายซึ่งติดตั้งไว้บนรถบรรทุกที่จัดการผ่านการเชื่อมต่อกับระบบคลาวด์ อุปกรณ์เหล่านี้จะใช้ซอฟต์แวร์ที่ขอบของเครือข่ายในการจัดการการสื่อสารระหว่างเครื่องกับเครื่องให้เครือข่ายเซ็นเซอร์ภายในขณะที่ยังรวบรวม และจัดเก็บข้อมูลไว้บนตัวอุปกรณ์ เมื่ออุปกรณ์ที่ขอบของเครือข่ายที่เชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายก็จะประสานสถานะปัจจุบันของเซ็นเซอร์กับคลาวด์

 

สถานการณ์ข้างต้นเป็นการเรียกใช้อุปกรณ์เฉพาะซึ่งทำหน้าที่เป็น IoT Gateway ของอุปกรณ์ที่เลียนแบบความสามารถของ

คลาวด์สาธารณะ สถาปัตยกรรมของการประมวลผลที่ขอบของเครือข่ายนี้เรียกว่า การประมวลผลที่ขอบของเครือข่ายของอุปกรณ์ที่ลูกค้าเป็นเจ้าของฮาร์ดแวร์ที่ทำงานด้วยซอฟต์แวร์ที่ขอบของเครือข่ายหลายๆ ตัว

 

AWS Green Grass และ Microsoft Azure IoT Edge คือตัวอย่างของซอฟต์แวร์ประมวลผลที่ขอบของเครือข่ายของอุปกรณ์ บริการทั้งสองนี้พยายามที่จะนำรีจิสทรีของอุปกรณ์ ดีไวซ์ทวิน (Device Twins) การสื่อสารของอุปกรณ์ การจัดเก็บข้อมูลในเครื่อง และความสามารถในการประสานข้อมูลมาใช้

 

ขอบของเครือข่ายของคลาวด์

รูปแบบที่สองของการประมวลผลที่ขอบของเครือข่ายเรียกว่า การประมวลผลที่ขอบของเครือข่ายของคลาวด์ ซึ่งเป็นส่วนขยายของระบบคลาวด์สาธารณะ เครือข่ายการจัดส่งเนื้อหา (CDN) คือตัวอย่างคลาสสิกของโทโพโลยีนี้ซึ่งเนื้อหาแบบคงที่จะถูกแคชและส่งผ่านไปเก็บไว้ที่อุปกรณ์ที่ขอบของเครือข่ายซึ่งกระจายตัวอยู่ตามตามสถานที่ต่างๆ ในขณะที่ CDN จัดการกับหน่วยจัดเก็บข้อมูลเพื่อใช้ในการให้บริการเนื้อหา เลเยอร์ของการประมวลผลที่ขอบของเครือข่ายของคลาวด์ จะขยายการทำงานไปถึงบริการด้านการประมลผลและเครือข่าย

 

ซึ่งแตกต่างจากการประมวลผลที่ขอบของเครือข่ายของอุปกรณ์ การประมวลผลที่ขอบของเครือข่ายของคลาวด์จะมีผู้ให้บริการระบบคลาวด์เป็นเจ้าของ และทำหน้าที่ดูแลรักษา เพื่อวัตถุประสงค์ในทางปฏิบัติทั้งหมด มันคือส่วนขยายของระบบคลาวด์ สาธารณะให้มีความพร้อมใช้งานในรูปแบบของการกระจายตัวที่สูงขึ้น การประมวลผลที่ขอบของเครือข่ายของคลาวด์จะกลายเป็นโซนขนาดเล็ก  การขยายตรรกะไปยังลำดับชั้นของภูมิภาคและโซนที่มีอยู่ และโซนขนาดเล็กจะขยายระบบคลาวด์สาธารณะสู่พื้นที่ใหม่ๆ นับพันๆ แห่งทำให้นักพัฒนาสามารถนำแอพพลิเคชันเข้าไปไว้ใกล้กับผู้บริโภคมากที่สุด

 

ในการส่งมอบการประมวลผลที่ขอบของเครือข่ายของคลาวด์ให้กับนักพัฒนา และผู้บริโภค ผู้ให้บริการระบบคลาวด์สาธารณะจะเป็นพันธมิตรกับผู้ให้บริการโทรคมนาคม โดยผู้ให้บริการโทรคมนาคมมีเสาสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่จำนวนมากซึ่งสามารถใช้เป็นศูนย์ข้อมูลขนาดเล็กสำหรับใช้ประมวลผล จัดเก็บ และการเชื่อมต่อระบบเครือข่าย ผู้ให้บริการระบบคลาวด์สาธารณะสามารถโฮสต์โซนขนาดเล็กในเสาสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่เหล่านั้น ซึ่งช่วยให้สามารถขยายการเข้าถึงได้มากขึ้น

 

ผู้เล่นที่กำลังเติบโตอย่าง Vapor IO กำลังพยายามสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการประมวลผลที่ขอบของเครือข่ายของคลาวด์ โครงการ Volutus จาก Vapor IO พยายามสร้างเครือข่ายศูนย์ข้อมูลชายขอบแบบกระจายโดยการวางศูนย์ข้อมูลขนาดเล็กหลายพันแห่งไว้บนฐานของเสาสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่เชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายไร้สายความเร็วสูงโดยตรง

 

Crown Castle ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานระบบไร้สายที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกาไม่เพียงแต่เป็นพันธมิตรของ Vapor IO เท่านั้น แต่ยังเป็นนักลงทุนอีกด้วย การรวมสินทรัพย์ของ Crown Castle ที่รวมเอาเสาสัญญาณประมาณ 40,000 แห่ง และเครือข่ายใยแก้วนำแสงขนาดใหญ่ของในเมืองจะทำงานด้านการประมวลผลที่ขอบของเครือข่ายของคลาวด์โดยได้รับการสนับสนุนจากโครงการ Volutus

 

ข้อแตกต่างพื้นฐานระหว่างการประมวลผลที่ขอบของเครือข่ายของอุปกรณ์ และการประมวลผลที่ขอบของเครือข่ายของคลาวด์

อยู่ในรูปแบบการปรับใช้และการกำหนดราคา การประมวลผลที่ขอบของเครือข่ายของอุปกรณ์ที่อยู่ใกล้กับที่มาของข้อมูลที่ต้องการการประมวลผลเกือบเท่ากันเวลาที่เกิดขึ้นจริง เนื่องจากมันทำงานบนฮาร์ดแวร์ของลูกค้า จึงทำให้มีค่าใช้จ่ายด้านการลงทุน (CAPEX) และค่าใช้จ่ายโดยรวมในการเป็นเจ้าของ (TCO) เพิ่มขึ้น การประมวลผลที่ขอบของเครือข่ายของคลาวด์เป็นรูปแบบการใช้งานที่ผู้ใช้ไม่ต้องแตะต้องระบบมากนักเพราะมีผู้ให้บริการระบบคลาวด์รับผิดชอบด้านโครงสร้างพื้นฐานให้ โดยใช้ประโยชน์อย่างเดียวกันกับคลาวด์สาธารณะ เช่น ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน และการจัดการแบบรวมศูนย์

 

แอพพลิเคชันรุ่นถัดไปจะใช้ระบบที่ขอบของเครือข่ายในการมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดียิ่งขึ้น โมเดลการใช้งานของการประมวลผลที่ขอบของเครือข่ายของอุปกรณ์ และการประมวลผลที่ขอบของเครือข่ายของคลาวด์สอดคล้องกับกรณีการใช้งานที่แตกต่างกัน แอพพลิเคชันจำนวนมากอาจใช้ประโยชน์จากรูแบบการติดตั้งใช้งานทั้งสองแบบ

 

ที่มา:https://www.forbes.com/sites/janakirammsv/2017/09/15/demystifying-edge-computing-device-edge-vs-cloud-edge/3/#54b9be13224b

#Case Study

วิทยาการคอมฯ ม. เกษตรฯ มั่นใจ ใช้ Amazon Web Services ทำงานวิจัย

17 กรกฎาคม 2017 | 138 Views

บทความนี้เป็นบทสัมภาษณ์พิเศษของ ดร. รุจ เอกะวิภาต อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ ภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เกี่ยวกับการนำ Amazon Web Services (AWS) เข้ามาใช้สนับสนุนการทำงานวิจัยของภาควิชา และนำไปใช้เป็นสื่อการสอนสำหรับนิสิต รวมไปถึงสาเหตุว่าทำไมถึงเลือกใช้การสนับสนุนจาก True Internet Data Center (True IDC)

ภาพรวมของภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ เป็นหนึ่งในภาควิชาของคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้รับอนุมัติให้มีการจัดตั้งเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2535 เปิดสอนหลักสูตรปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอกสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ ภาควิชามีการปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรให้ทันต่อความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสมัยใหม่และความต้องการของภาคเอกชนอยู่เสมอ และมุ่งเน้นผลิตบัณฑิตและมหาบัณฑิตที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญทางวิทยาการคอมพิวเตอร์ ทั้งด้านวิชาการ งานวิจัย และประสบการณ์การทำงานจริงผ่านรายวิชาสหกิจศึกษา รวมไปถึงการศึกษาค้นคว้าวิจัยเพื่อเผยแพร่องค์ความรู้และให้บริการวิชาการแก่สังคม

ในส่วนการเรียนการสอน ขณะนี้ภาควิชาเปิดสอนหลักสูตรปริญญาโทในหลายสาขาวิชา เช่น Internet of Things, Machine Learning, Image Processing, Graphics, Networks and Security และ Software Engineering และในปีการศึกษา 2560 นี้ภาควิชาจะเปิดสอนเกี่ยวกับ Data Science ด้วย หลักสูตรปริญญาโทของภาควิชามีทั้งเรียนในเวลาราชการซึ่งเน้นการทำวิจัย และเรียนนอกเวลาราชการเพื่อให้นิสิตสามารถทำงานและศึกษาหาความรู้ไปพร้อมกันได้

ปัญหาและอุปสรรคของภาควิชาฯ

ด้วยความมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำทางด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ ภาควิชาได้สนับสนุนการทำวิจัยของอาจารย์และนิสิตด้วยดีตลอดมา ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณสำหรับงานวิจัย รวมไปถึงทรัพยากรต่างๆ ที่อาจารย์และนิสิตสามารถนำไปใช้ได้ อย่างไรก็ตาม ปัญหาและอุปสรรคสำคัญของการจัดเตรียมทรัพยากรเพื่อความพร้อมในการทำงานวิจัย คือ การประเมินทรัพยากรคอมพิวเตอร์ที่ต้องใช้ในช่วงเริ่มต้นทำการวิจัย ไม่ว่าจะเป็น จำนวนเครื่องเซิร์ฟเวอร์ ขนาดของอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล และชนิดของอุปกรณ์ระบบเครือข่ายนั้นทำได้ยาก การจัดซื้อจำเป็นต้องเลือกอุปกรณ์ขนาดใหญ่ที่จะครอบคลุมความต้องการในอนาคตเพื่อป้องกันทรัพยากรไม่เพียงพอ ถึงแม้ว่าทางมหาวิทยาลัยจะมีระบบ Cloud ให้บริการฟรีสำหรับคณะและภาควิชา แต่การจองทรัพยากรบนระบบ Cloud โดยไม่ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่นั้น ก็เหมือนเป็นการเอาเปรียบกลุ่มวิจัยอื่นที่ต้องการใช้ทรัพยากรด้วยเช่นกัน

ความต้องการของภาควิชาฯ

เนื่องจากไม่สามารถกำหนดความต้องการและปริมาณในการใช้งานทรัพยาการในการทำงานวิจัยได้อย่างชัดเจน และจำเป็นต้องปรับเพิ่มลดทรัพยากรที่ใช้ให้เหมาะสำหรับการทดลองต่างๆ ในช่วงเริ่มโครงการวิจัย จึงทำให้ภาควิชาต้องการโซลูชันระบบโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ที่สามารถจัดสรรทรัพยากรและปรับแต่งการใช้งานได้อย่างรวดเร็วและอิสระ เพื่อให้สามารถใช้ทรัพยากรได้อย่างคุ้มค่าที่สุด รวมไปถึงสามารถประเมินการใช้ทรัพยากรได้อย่างเที่ยงตรง บริการ Infrastructure-as-a-Service (IaaS) จึงเป็นโซลูชันที่ตรงกับความต้องการของโครงการวิจัยมากที่สุด

“การเริ่มทำงานวิจัยใหม่ๆ บางกรณีเราไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่าจะต้องใช้ทรัพยากรคอมพิวเตอร์เท่าไหร่ อาจต้องมีการปรับขึ้นปรับลงให้เหมาะสมกับงานที่เราทำ จึงเป็นเรื่องยากที่จะทำเรื่องขอใช้ทรัพยากรจากทางมหาวิทยาลัยหรือรัฐบาลในปริมาณที่เหมาะสม เราต้องการการจัดสรรทรัพยากรที่มีความยืดหยุ่น สามารถปรับแต่งการใช้งานได้อย่างรวดเร็วภายใต้การคิดค่าบริการที่เหมาะสมอีกด้วย” — ดร. รุจ ระบุถึงปัญหาและความต้องการของการทำงานวิจัย

Amazon Web Services เข้ามาช่วยเหลือการทำงานวิจัยและการเรียนการสอนของนิสิตในภาควิชาฯ ได้อย่างไร

ภาควิชาตัดสินใจใช้ AWS เข้ามาสนับสนุนการทำวิจัยของอาจารย์และการเรียนการสอนของนิสิต เนื่องจาก AWS เป็นระบบ Cloud สาธารณะที่ให้บริการตั้งแต่ Infrastructure-as-a-Service (IaaS), Platform-as-a-Service (PaaS) ไปจนถึง Software-as-a-Service (SaaS) ซึ่งช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการทำงานวิจัย และลดต้นทุนด้านค่าใช้จ่ายได้เป็นอย่างดี AWS เข้ามาตอบโจทย์ความต้องการ 3 ประการ คือ

  1. ใช้งานได้หลากหลาย: AWS มีฟีเจอร์และเครื่องมือให้เลือกใช้เป็นจำนวนมาก ตอบโจทย์ความต้องการด้านการทำวิจัยได้หลายรูปแบบ ยกตัวอย่างเช่น การทำคลัสเตอร์ Hadoop โดยใช้ EC2, S3 และ EMR เพื่อประมวลผล Big Data Analytics
  2. ยืดหยุ่นสูง: สามารถปรับแต่งเพิ่มลดทรัพยากรคอมพิวเตอร์ได้อย่างอิสระและรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นจำนวนเซิร์ฟเวอร์หรือขนาดของอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล โดยไม่ต้องเสียเวลาในการติดต่อกับผู้ให้บริการเพื่ออธิบายความต้องการใหม่ ที่สำคัญคือมี Community ในการแลกเปลี่ยนข้อมูล ทำให้สามารถแบ่งปันประสบการณ์และค้นหาความรู้เพิ่มเติมได้ไม่ยาก นอกจากนี้ยังใช้เวลาฝึกฝนเพื่อเรียนรู้การใช้งานได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย
  3. ประหยัดค่าใช้จ่าย: คิดค่าใช้จ่ายตามปริมาณการใช้งานจริง ซึ่งเหมาะกับลักษณะการเริ่มต้นทำงานวิจัยของโครงการที่มีการปรับเพิ่มลดทรัพยากรบ่อย และใช้งานเป็นครั้งคราว ไม่สม่ำเสมอ เมื่อคำนวณ CapEx และ OpEx ในช่วง 3 ปีแรกเทียบกับการจัดซื้ออุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ใหม่สำหรับเริ่มทำงานวิจัย จะพบว่าการใช้ AWS มีค่าใช้จ่ายต่ำกว่ามาก

นอกจากนี้ AWS ยังนำเสนอโปรแกรม AWS Educate ซึ่งอนุญาตให้คณาจารย์และนักศึกษาสามารถใช้บริการได้ฟรีภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด ทำให้ภาควิชาสามารถนำ AWS มาใช้เป็นสื่อการสอนเทคโนโลยีระบบ Cloud เพื่อให้นิสิตสามารถนำความรู้ที่ได้ไปต่อยอดเพื่อทำธุรกิจของตนเองระหว่างที่กำลังศึกษาอยู่ รวมไปถึงใช้เพิ่มทักษะให้พร้อมกับการทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญในอนาคตได้

ทำไมถึงเลือกใช้การสนับสนุนจาก True IDC

เนื่องจาก True IDC มีทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญด้าน AWS พร้อมให้คำปรึกษามื่อมีข้อสงสัยหรือประสบปัญหาตลอดเวลา ในขณะที่ฝ่ายขายช่วยวางแผนค่าใช้จ่ายโดยนำเสนอแผนการชำระเงินเป็นรอบแล้วทยอยหักตามการใช้งานจริง ในกรณีที่เงินเหลือยังสามารถนำไปทบไว้เพื่อใช้ในรอบบิลถัดไปได้ ส่งผลให้โครงการวิจัยและอาจารย์ผู้สอนในภาควิชาที่นำ AWS มาใช้ในการสอน สามารถใช้บริการ AWS ได้คุ้มค่าและประหยัดค่าใช้จ่ายมากที่สุด

“True IDC เข้ามาให้คำปรึกษาและแนะนำโซลูชันของ AWS ให้กับทางโครงการวิจัยที่ผมร่วมทำอยู่ พร้อมช่วยวางแผนด้านค่าใช้จ่ายในการใช้บริการ AWS เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด” — ดร. รุจ กล่าว

นอกจากนี้ True IDC ยังร่วมกับภาควิชาเพื่อจัดอบรม Cloud Talk สัญจร (FB: CloudTalk) เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีระบบ Cloud และการใช้งาน AWS เพื่อเปิดโอกาสให้นิสิตนำความรู้ที่ได้ไปสร้างสรรค์ผลงานหรือใช้เป็นช่องทางต่อยอดการศึกษาได้

สรุปผลลัพธ์การใช้งาน Amazon Web Services

AWS ช่วยเข้ามาจัดสรรการใช้ทรัพยากรคอมพิวเตอร์เพื่อสนับสนุนทีมนักวิจัยในภาควิชาได้อย่างยอดเยี่ยม ในราคาที่คุ้มค่า ที่สำคัญคือทีมนักวิจัยสามารถบริหารจัดการทุกอย่างได้ด้วยตนเอง ทำให้สามารถทำงานวิจัยได้รวดเร็วและคล่องตัวขึ้นกว่าเดิม ทั้งยังสามารถทดลองใช้เครื่องมือต่างๆ เพื่อสนับสนุนการทำวิจัยได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้การที่มี True IDC เป็นพันธมิตรช่วยสนับสนุนการดำเนินการให้คำปรึกษาต่างๆ ทำให้ผู้ทำวิจัยสามารถใช้ AWS ได้อย่างมั่นใจ

แผนงานในอนาคต

ภาควิชาเล็งเห็นถึงความสำคัญของเทคโนโลยีระบบ Cloud ในช่วงที่ประเทศกำลังก้าวเข้าสู่ยุค Digital เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีที่บริหารจัดการได้ง่าย มีต้นทุนค่าใช้จ่ายต่ำ และรองรับการขยายอย่างไร้ขีดจำกัดได้ในอนาคต ทำให้ภาควิชาสนับสนุนการนำ AWS ไปใช้ร่วมกับระบบที่มีอยู่ของมหาวิทยาลัยเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์แก่การทำวิจัยสูงสุด นอกจากนี้กำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้ AWS เพื่อรองรับการทำงานวิจัยของนิสิตภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ รวมไปถึงการเพิ่มการให้ความรู้และทักษะที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีระบบCloud เพื่อให้นิสิตในทุกระดับสามารถนำความรู้ไปใช้งานและฝึกฝนทักษะสำหรับเตรียมประกอบอาชีพในอนาคตได้

สุดท้าย ภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์และ True IDC พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการเสริมสร้างการเรียนรู้และพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะความสามารถด้านการใช้เทคโนโลยีระบบ Cloud และเทคโนโลยีระบบสารสนเทศอื่นๆ เพื่อเป็นกำลังให้สังคมไทยพร้อมก้าวเข้าสู่ยุค Thailand 4.0 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

#News & PR

ทรูไอดีซีชูคลาวด์ สร้างการเติบโตยั่งยืน

20 ตุลาคม 2017 | 615 Views

การใช้งานเทคโนโลยีเพื่อรองรับดิจิทัล 4.0 นั้น การลงทุนของภาคธุรกิจไม่ได้มองแค่การลงทุนเองหรือเลือกซื้อบริการเป็นชิ้นเพียงอย่างเดียว แต่ปรับมาเป็นความร่วมมือในการทำงานร่วมกับพาร์ตเนอร์มากขึ้น เพื่อให้การทำงานเชิงธุรกิจเชื่อมโยงกันได้ ไม่ใช่แยกกันทำงานแบบตัวใครตัวมัน

ฐนสรณ์ ใจดี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทรู อินเทอร์เน็ต ดาต้า เซ็นเตอร์ หรือ ทรู ไอดีซี ผู้นำด้านดาต้าเซ็นเตอร์และผู้ให้บริการคลาวด์เต็มรูปแบบครบวงจร กล่าวว่า ในยุคนี้ภาคธุรกิจต้องการบริการที่เชื่อมโยงการทำงานร่วมกันได้ทุกรูปแบบ ซึ่งบริษัทมีความร่วมมือกับผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่หลายรายอย่าง อะเมซอนเว็บเซอร์วิส ไมโครซอฟท์และกูเกิล เพื่อให้ลูกค้ามีตัวเลือกในการใช้งานคลาวด์ของผู้ให้บริการเหล่านี้

การใช้งานดาต้าเซ็นเตอร์ของธุรกิจในไทยยังมีการเติบโตกว่าตลาดอย่างต่อเนื่อง เรียกได้ว่า 80-90% ของธุรกิจไทยยังสนใจการเก็บข้อมูลโดยให้ผู้ให้บริการเป็นคนดูแล ดีกว่าลงทุนเอง เพื่อลดต้นทุนในการบริหารจัดการ ค่าไฟ ค่าสถานที่ ค่าพนักงาน และธุรกิจในยุคนี้ที่ไม่ได้มีข้อมูลที่จำเป็นต้องเก็บไว้ภายในองค์กร การใช้เอาต์ซอร์สจึงเป็นเรื่องที่ง่ายกว่า

ด้านธุรกิจของบริษัท หากเป็นบริการที่เกี่ยวกับคลาวด์พบว่าโตขึ้น 100% ต่อเนื่องทุกปี ยกตัวอย่าง บริการคลาวด์ของอะเมซอนเว็บเซอร์วิสโต 400-500% เพราะธุรกิจสตาร์ทอัพเลือกใช้งานจำนวนมาก แต่ปัญหาเรื่องภาษาอังกฤษก็ยังเป็นปัจจัยหลักที่ลูกค้าจะเลือกใช้งาน ซึ่งมีหลายธุรกิจที่หันมาใช้งานคลาวด์แบบ 100% แล้ว

จากการแข่งขันของผู้ให้บริการคลาวด์ทั้งในและต่างประเทศ ทำให้ทรู ไอดีซีต้องมีคุณภาพ มีมาตรฐานระดับโลกและการบริการที่ดี เรียกได้ว่าเป็นบริษัทที่มีมาตรฐาน ISO มากที่สุดในไทย เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจและเป็นตัวเลือกสำหรับตัดสินใจเลือกใช้งานได้

อย่างไรก็ตาม หน่วยงานภาครัฐก็มีการปรับมาใช้งานดิจิทัลมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้คลาวด์ในการพัฒนาแอพพลิเคชั่นเพื่อให้บริการประชาชน ขณะที่ฐนสรณ์เองก็พยายามไปร่วมกิจกรรมในการให้ความรู้ด้านคลาวด์มากขึ้น เช่น งานคลาวด์ทอล์ก เพื่อสนับสนุนภาครัฐในการแชร์ประสบการณ์และให้ความรู้แก่คนจำนวนมากได้เข้าใจว่าทำไมถึงต้องใช้งานคลาวด์ และถ้าไม่ปรับตัวจะเป็นอย่างไร

ก่อนหน้านี้ ช่วงที่มีการพูดถึงเทรนด์คลาวด์ใหม่ๆ หลายผู้บริหารมองว่าอีกสัก 2-3 ปี คนจะเริ่มใช้งานคลาวด์ แต่เมื่อมีคนเข้าใจเรื่องเทรนด์เทคโนโลยีอย่างคลาวด์ก็สร้างโอกาสโตตั้งแต่ปีแรก ผู้บริหารหลายองค์กรมองว่าคลาวด์จะมาช่วยเรื่องธุรกิจอย่างไรให้ประหยัด ลดต้นทุนและคุ้มค่า ทั้งการวางโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์และการเลือกใช้บริการคลาวด์จากผู้ให้บริการต่างประเทศ การบริหารจัดการระบบให้ราบรื่น

แต่ปัญหาใหญ่ที่ทุกหน่วยงานและองค์กรมองไปในทิศทางเดียวกัน คือ จะหนุนคนรุ่นใหม่ให้รู้ทันเทคโนโลยีในรูปแบบใด โดยทรู ไอดีซี ขายโครมบุ๊กส์ในกลุ่มการศึกษา เพื่อให้นักเรียน นักศึกษา มีอุปกรณ์เข้าถึงข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตได้สะดวกและราคาไม่แพง เพียงนำบัตรนักเรียนมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ จะลดราคาจาก 8,900 บาท เหลือ 3,990 บาท หรือซื้อผ่านเว็บไซต์ we mall ก็ได้

ขณะเดียวกัน บริษัทยังร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ท้องถิ่นในการให้บริการคลาวด์ เพื่อเก็บข้อมูลด้านการศึกษาและใช้งานได้ตามความต้องการ ตอบสนองนโยบายรัฐบาลและตามเทรนด์โลกที่เปลี่ยนแปลงไปให้ทันและไม่ได้มองว่าเป็นการแข่งขัน แต่เป็นการช่วยเหลือคนรุ่นใหม่ให้มีโอกาสเข้าถึงความรู้ใหม่ๆ ได้ไวขึ้น

“เด็กไทยต้องเก่งและเร็ว ถึงจะชนะ และตามทันโลก” ฐนสรณ์ กล่าว

หลังจากที่ฐนสรณ์มีโอกาสเข้าไปเป็นโค้ชให้ความรู้ในกลุ่มสตาร์ทอัพและหน่วยงานการศึกษาต่างๆ ในการแชร์ประสบการณ์และความรู้เกี่ยวกับเทรนด์เทคโนโลยีต่างๆ เพื่อกระตุ้นให้สตาร์ทอัพ มีความคิดเปิดกว้างมากกว่าแค่ความรู้ในกรอบแบบเดิมๆ พบว่า ไม่อยากให้สตาร์ทอัพหรือธุรกิจรุ่นใหม่กังวลเรื่องทำธุรกิจแล้วไม่ประสบความสำเร็จ แต่อยากให้มองว่า ถ้าล้มเร็วก็ต้องลุกให้เร็ว เพราะย่อมได้ประสบการณ์มาแล้ว ต้องรู้ว่าอะไรควรและไม่ควรทำ

เช่นเดียวกับธุรกิจยุคเก่าที่ไม่ควรมองว่าเทรนด์เทคโนโลยีจะเข้ามาดิสรัพตัวเอง และไม่ยอมปรับตัว เพราะไม่ว่าธุรกิจใดถ้าไม่นำเทคโนโลยีไปใช้ย่อมเสียโอกาส

เทคโนโลยีในอนาคตที่มองว่าจะเข้ามาเปลี่ยนธุรกิจในไทย ไม่ว่าจะเป็น โรบอต แอพพลิเคชั่น ไบโอเมตริกซ์ เฮลท์แคร์ และ ฟินเทคสิ่งเหล่านี้จะเข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมของคน ทำให้ธุรกิจต้องวางแผนและรู้จักปรับใช้งานเทรนด์ เทคโนโลยีของอนาคตให้เข้ากับธุรกิจอย่างเหมาะสม

ขณะที่การลงทุนคลาวด์จะกลายเป็นเรื่องพื้นฐาน แต่ปัจจัยที่จะมาช่วยให้ประเทศไทยเดินหน้าเรื่องเทคโนโลยีได้เร็วนั้น มาจากพฤติกรรมของคน แรงขับเคลื่อน นวัตกรรมและการเชื่อมต่อที่พร้อมให้คนเข้าถึงเทคโนโลยี ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้หรือไม่นั้นก็อยู่ที่การมองถึงความสำคัญในการลงทุน

ปัญหาสำคัญอีกเรื่องคือ เทคโนโลยีเดินหน้าเร็วกว่ากฎหมาย ทำให้ความพร้อมในการขับเคลื่อนประเทศด้วยเทคโนโลยีหลายอย่างต้องรอ หากเรื่องนี้ยังไม่สามารถตามทันก็น่าเสียดาย เพราะยุคสมัยจะเปลี่ยนเร็วมาก แต่ก็เห็นความพยายามของทุกหน่วยงานที่จะปรับตัวให้ทัน อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่าประเทศไทยยังต้องเรียนรู้อีกมาก เพราะไม่ใช่ผู้ผลิตนวัตกรรม จึงต้องทำความเข้าใจเรื่องรายละเอียดหลายๆ อย่าง

การปรับตัวของบุคลากรในหน่วยงานราชการไม่ได้ช้า แต่ขั้นตอนในการทำงานอาจต้องรอเพราะการเปลี่ยนทันทีเป็นเรื่องใหญ่ แต่ถ้ามีตัวอย่างในการเปลี่ยนแปลงภาพใหญ่ของหน่วยงานสักครั้ง ครั้งต่อไปจะเริ่มง่าย จะเห็น ได้จากหลายหน่วยงานภาครัฐที่เริ่มมีความเข้าใจในการใช้เทคโนโลยีมาเป็นเครื่องมือในการทำงานมากขึ้น ก็ถือว่าเป็นแนวโน้มที่ดี

สิ่งที่หลายคนในแวดวงไอทีอยากให้ภาครัฐเร่งออกมาตรการหรือปรับข้อกฎหมายให้ทันต่อการทำงานก่อน เช่น ภาษีแรงงาน วีซ่าสำหรับการจ้างงานคนต่างชาติและเร่งสร้างบุคลากรให้ทัน เพราะทั้งสามเรื่องนี้เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยให้ธุรกิจเดินหน้าได้

ยกตัวอย่างประเทศสิงคโปร์ที่เดินหน้าเรื่องเทคโนโลยีได้เร็ว โดยใช้วิธีดึงดูดแรงงานต่างชาติเข้ามาทำงานและเอื้อประโยชน์ให้ทั้งด้านรายได้ สวัสดิการ การใช้ชีวิต ทำให้เกิดการถ่ายทอดความสามารถให้คนในประเทศได้เร็ว และยั่งยืน รวมทั้งสามารถสร้างคนรุ่นใหม่เพื่อมาต่อยอดการทำงาน

ประเทศไทยมีการใช้งานเทคโนโลยีเร็วมาก แต่จะเป็นกลุ่มคนที่ใช้งานเรื่องทั่วไปในชีวิตประจำวัน แต่พอเป็นเรื่องของการทำงานอาจจะยังปรับรูปแบบยาก อย่างไรก็ตามเชื่อว่าถ้าผลักดันและลงมือทำอย่างแท้จริง การที่ประเทศไทยจะเดินหน้าด้วยนวัตกรรมก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2560

#Article

Device Edge vs. Cloud Edge ต่างกันอย่างไร

20 พฤศจิกายน 2017 | 161 Views

การประมวลผลในระบบคลาวด์กำลังคลืบคลานเข้ามาแทนที่รูปแบบดั้งดิมของการเข้าถึงทรัพยากรแบบรวมศูนย์ด้วยสถาปัตยกรรมแบบกระจายที่ไม่รวมศูนย์ กระบวนทัศน์ใหม่นี้เรียกว่าการประมวลผลที่ขอบของเครือข่าย (Edge computing) ที่นำองค์ประกอบหลักของระบบไปไว้บนคลาวด์ไม่ว่าจะเป็นการประมวลผล หน่วยจัดเก็บข้อมูล และระบบเครือข่ายเพื่อให้ใกล้ชิดกับผู้บริโภคมากขึ้น

 

โดยการย้ายการประมวลผลไปอยู่ใกล้กับที่มาของข้อมูลมากขึ้นเป็นการลดความล่าช้าของข้อมูลที่เดินทางผ่านไปมาระหว่างระบบคลาวด์ จะทำให้การใช้งานระบบบางอย่าง เช่น ความเป็นจริงเสริม (Augmented Reality -AR) และอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (Internet of Things-IoT) ได้รับประโยชน์จากการประมวลผลที่ขอบของเครือข่าย ผู้ใช้แอพพลิเคชันเหล่านี้เพลิดเพลินไปกับประสบการณ์ที่ดื่มด่ำสมจริงบนอุปกรณ์ที่ขอบของเครือข่าย

 

แม้ว่า IoT จะเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญของการประมวลผลที่ขอบของเครือข่าย แต่กรณีการใช้งานจำนวนมากกำลังเร่งให้เกิดการยอมรับมากขึ้น รูปแบบของปัญญาประดิษฐ์และการเรียนรู้ของเครื่องที่อาศัยคลาวด์กำลังได้รับการยกระดับให้สูงขึ้น โดยปกติแล้วรูปแบบการเรียนรู้ของเครื่องถูกใช้งานในระบบคลาวด์สาธารณะและนำไปใช้งานที่ขอบของเครือข่ายเพื่อให้สามารถคาดการณ์ได้ใกล้เคียงกับเวลาที่เกิดขึ้นจริง การประมวลผลที่ขอบของเครือข่ายได้กลายเป็นส่วนประกอบสำคัญของแอพพลิเคชันที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล

 

การประมวลผลที่ขอบของเครือข่ายซึ่งอยู่ในระยะเริ่มต้นก็เหมือนกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ หลายอย่างทำให้ลูกค้าเกิดความสับสน ผู้ค้าจากหลายกลุ่มมีการวางตำแหน่งของการประมวลผลที่ขอบของเครือข่ายในรูปแบบที่แตกต่างกันไปต่างๆ ภูมิทัศน์ของตลาดในปัจจุบันประกอบด้วยผู้เล่นจากระบบคลาวด์สาธารณะ บริษัทเครือข่าย ผู้ค้าซอฟต์แวร์อิสระ และบริษัทด้านระบบอัตโนมัติทางอุตสาหกรรม  ซึ่งผู้ค้าแต่ละกลุ่มเหล่านี้ก็จัดการกับการประมวลผลที่ขอบของเครือข่ายด้วยวิธีที่ไม่เหมือนกันซึ่งยิ่งเพิ่มความสับสนมากขึ้น ต่อไปนี้เราจะพาไปรู้จัก และแบ่งประเภทของการประมวลผลที่ขอบของเครือข่ายโดยอิงกับสถานการณ์และการนำไปใช้งาน

 

เป้าหมายของการประมวลผลที่ขอบของเครือข่ายคือลดการหน่วงเวลาให้เหลือน้อยที่สุดโดยการนำขีดความสามารถของ

คลาวด์สาธารณะมาใช้ที่ขอบของเครือข่าย ซึ่งนี่สามารถทำได้ใน 2 รูปแบบ  คือ การเขียนซอฟต์แวร์จำนวนมากเพื่อเลียนแบบบริการคลาวด์ที่ทำงานบนฮาร์ดแวร์ที่มีอยู่ และใช้คลาวด์สาธารณะในการขยายไปยังสถานที่ตั้งของจุดเข้าระบบ (PoP) หลายๆ แห่ง

 

ขอบของเครือข่ายของอุปกรณ์

ในรูปแบบแรก ลูกค้าติดตั้งและเรียกใช้ซอฟต์แวร์ประมวลผลชายขอบในสภาพแวดล้อมที่มีอยู่แล้ว โดยสามารถใช้ฮาร์ดแวร์แบบเฉพาะทาง หรือแบ่งให้บริการอื่นๆ ได้ใช้งานด้วย ในหลายกรณี ระบบประมวลผลชายขอบจำนวนมากทำงานอยู่บนอุปกรณ์ที่ใช้พลังงานต่ำที่ใช้โพรเซสเซอร์ ARM ตัวอย่างเช่น รถบรรทุกแบบเชื่อมต่อกันสามารถติดตั้งคอมพิวเตอร์แบบฝังระบบไว้บนชิป (SoC) ที่ทำงานด้วยซอฟต์แวร์ที่ขอบของเครือข่ายได้ โดยเซ็นเซอร์ทั้งหมดจะสื่อสารกับอุปกรณ์ที่ขอบของเครือข่ายซึ่งติดตั้งไว้บนรถบรรทุกที่จัดการผ่านการเชื่อมต่อกับระบบคลาวด์ อุปกรณ์เหล่านี้จะใช้ซอฟต์แวร์ที่ขอบของเครือข่ายในการจัดการการสื่อสารระหว่างเครื่องกับเครื่องให้เครือข่ายเซ็นเซอร์ภายในขณะที่ยังรวบรวม และจัดเก็บข้อมูลไว้บนตัวอุปกรณ์ เมื่ออุปกรณ์ที่ขอบของเครือข่ายที่เชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายก็จะประสานสถานะปัจจุบันของเซ็นเซอร์กับคลาวด์

 

สถานการณ์ข้างต้นเป็นการเรียกใช้อุปกรณ์เฉพาะซึ่งทำหน้าที่เป็น IoT Gateway ของอุปกรณ์ที่เลียนแบบความสามารถของ

คลาวด์สาธารณะ สถาปัตยกรรมของการประมวลผลที่ขอบของเครือข่ายนี้เรียกว่า การประมวลผลที่ขอบของเครือข่ายของอุปกรณ์ที่ลูกค้าเป็นเจ้าของฮาร์ดแวร์ที่ทำงานด้วยซอฟต์แวร์ที่ขอบของเครือข่ายหลายๆ ตัว

 

AWS Green Grass และ Microsoft Azure IoT Edge คือตัวอย่างของซอฟต์แวร์ประมวลผลที่ขอบของเครือข่ายของอุปกรณ์ บริการทั้งสองนี้พยายามที่จะนำรีจิสทรีของอุปกรณ์ ดีไวซ์ทวิน (Device Twins) การสื่อสารของอุปกรณ์ การจัดเก็บข้อมูลในเครื่อง และความสามารถในการประสานข้อมูลมาใช้

 

ขอบของเครือข่ายของคลาวด์

รูปแบบที่สองของการประมวลผลที่ขอบของเครือข่ายเรียกว่า การประมวลผลที่ขอบของเครือข่ายของคลาวด์ ซึ่งเป็นส่วนขยายของระบบคลาวด์สาธารณะ เครือข่ายการจัดส่งเนื้อหา (CDN) คือตัวอย่างคลาสสิกของโทโพโลยีนี้ซึ่งเนื้อหาแบบคงที่จะถูกแคชและส่งผ่านไปเก็บไว้ที่อุปกรณ์ที่ขอบของเครือข่ายซึ่งกระจายตัวอยู่ตามตามสถานที่ต่างๆ ในขณะที่ CDN จัดการกับหน่วยจัดเก็บข้อมูลเพื่อใช้ในการให้บริการเนื้อหา เลเยอร์ของการประมวลผลที่ขอบของเครือข่ายของคลาวด์ จะขยายการทำงานไปถึงบริการด้านการประมลผลและเครือข่าย

 

ซึ่งแตกต่างจากการประมวลผลที่ขอบของเครือข่ายของอุปกรณ์ การประมวลผลที่ขอบของเครือข่ายของคลาวด์จะมีผู้ให้บริการระบบคลาวด์เป็นเจ้าของ และทำหน้าที่ดูแลรักษา เพื่อวัตถุประสงค์ในทางปฏิบัติทั้งหมด มันคือส่วนขยายของระบบคลาวด์ สาธารณะให้มีความพร้อมใช้งานในรูปแบบของการกระจายตัวที่สูงขึ้น การประมวลผลที่ขอบของเครือข่ายของคลาวด์จะกลายเป็นโซนขนาดเล็ก  การขยายตรรกะไปยังลำดับชั้นของภูมิภาคและโซนที่มีอยู่ และโซนขนาดเล็กจะขยายระบบคลาวด์สาธารณะสู่พื้นที่ใหม่ๆ นับพันๆ แห่งทำให้นักพัฒนาสามารถนำแอพพลิเคชันเข้าไปไว้ใกล้กับผู้บริโภคมากที่สุด

 

ในการส่งมอบการประมวลผลที่ขอบของเครือข่ายของคลาวด์ให้กับนักพัฒนา และผู้บริโภค ผู้ให้บริการระบบคลาวด์สาธารณะจะเป็นพันธมิตรกับผู้ให้บริการโทรคมนาคม โดยผู้ให้บริการโทรคมนาคมมีเสาสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่จำนวนมากซึ่งสามารถใช้เป็นศูนย์ข้อมูลขนาดเล็กสำหรับใช้ประมวลผล จัดเก็บ และการเชื่อมต่อระบบเครือข่าย ผู้ให้บริการระบบคลาวด์สาธารณะสามารถโฮสต์โซนขนาดเล็กในเสาสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่เหล่านั้น ซึ่งช่วยให้สามารถขยายการเข้าถึงได้มากขึ้น

 

ผู้เล่นที่กำลังเติบโตอย่าง Vapor IO กำลังพยายามสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการประมวลผลที่ขอบของเครือข่ายของคลาวด์ โครงการ Volutus จาก Vapor IO พยายามสร้างเครือข่ายศูนย์ข้อมูลชายขอบแบบกระจายโดยการวางศูนย์ข้อมูลขนาดเล็กหลายพันแห่งไว้บนฐานของเสาสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่เชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายไร้สายความเร็วสูงโดยตรง

 

Crown Castle ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานระบบไร้สายที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกาไม่เพียงแต่เป็นพันธมิตรของ Vapor IO เท่านั้น แต่ยังเป็นนักลงทุนอีกด้วย การรวมสินทรัพย์ของ Crown Castle ที่รวมเอาเสาสัญญาณประมาณ 40,000 แห่ง และเครือข่ายใยแก้วนำแสงขนาดใหญ่ของในเมืองจะทำงานด้านการประมวลผลที่ขอบของเครือข่ายของคลาวด์โดยได้รับการสนับสนุนจากโครงการ Volutus

 

ข้อแตกต่างพื้นฐานระหว่างการประมวลผลที่ขอบของเครือข่ายของอุปกรณ์ และการประมวลผลที่ขอบของเครือข่ายของคลาวด์

อยู่ในรูปแบบการปรับใช้และการกำหนดราคา การประมวลผลที่ขอบของเครือข่ายของอุปกรณ์ที่อยู่ใกล้กับที่มาของข้อมูลที่ต้องการการประมวลผลเกือบเท่ากันเวลาที่เกิดขึ้นจริง เนื่องจากมันทำงานบนฮาร์ดแวร์ของลูกค้า จึงทำให้มีค่าใช้จ่ายด้านการลงทุน (CAPEX) และค่าใช้จ่ายโดยรวมในการเป็นเจ้าของ (TCO) เพิ่มขึ้น การประมวลผลที่ขอบของเครือข่ายของคลาวด์เป็นรูปแบบการใช้งานที่ผู้ใช้ไม่ต้องแตะต้องระบบมากนักเพราะมีผู้ให้บริการระบบคลาวด์รับผิดชอบด้านโครงสร้างพื้นฐานให้ โดยใช้ประโยชน์อย่างเดียวกันกับคลาวด์สาธารณะ เช่น ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน และการจัดการแบบรวมศูนย์

 

แอพพลิเคชันรุ่นถัดไปจะใช้ระบบที่ขอบของเครือข่ายในการมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดียิ่งขึ้น โมเดลการใช้งานของการประมวลผลที่ขอบของเครือข่ายของอุปกรณ์ และการประมวลผลที่ขอบของเครือข่ายของคลาวด์สอดคล้องกับกรณีการใช้งานที่แตกต่างกัน แอพพลิเคชันจำนวนมากอาจใช้ประโยชน์จากรูแบบการติดตั้งใช้งานทั้งสองแบบ

 

ที่มา:https://www.forbes.com/sites/janakirammsv/2017/09/15/demystifying-edge-computing-device-edge-vs-cloud-edge/3/#54b9be13224b

#CloudTalk Summary

Cloud Security การวางระบบให้ใช้งานได้อย่างปลอดภัย

07 กรกฎาคม 2017 | 185 Views

 

Cloud Talk No. 5 Cloud Security ในครั้งนี้ได้พูดถึง 2 ประเด็นหลักๆ คือ หลักการพิจารณาในการเลือกผู้ให้บริการ Cloud และ การวาง Cloud Architect ที่ช่วยให้ใช้งานระบบคลาวด์ได้อย่างปลอดภัย

 

 

การจัดการเกี่ยวกับระบบ Security

ปัจจุบันบริษัทส่วนใหญ่มักจะเก็บข้อมูลต่างๆขององค์กรไว้ที่ Server และจัดเก็บ Server เหล่านั้นไว้ที่ Data Center อีกทีหนึ่ง ทำให้ต้องลงทุนอุปกรณ์ Infrastructure ที่จำเป็น รวมไปถึงอุปกรณ์ security ต่างๆ เช่น firewall, IPS, IDS, DDoS เพื่อสร้างความปลอดภัยไม่ให้ระบบถูก hack หรือโดนไวรัส ซึ่งอุปกรณ์ security เหล่านี้มีราคาค่อนข้างสูง แต่ในปัจจุบัน เมื่อ IT ของแต่ละบริษัทเริ่มมีความมั่นใจย้ายการเก็บข้อมูลมาสู่ระบบ Cloud ซึ่งมีต้นทุนที่ถูกกว่า Physical Server ก็อาจจะมี Risk ด้าน Security เกิดขึ้นได้เช่นกัน ดังนั้นการใช้งานบนระบบ Cloud จึงไม่ใช่เพียงแค่ซื้อ Firewall แล้วจบเหมือนเมื่อก่อน แต่ผู้ใช้งานควรจะพิจารณาในเรื่อง Security ด้วย ซึ่งสามารถทำได้โดยพิจารณาในขั้นตอนการเลือกผู้ให้บริการ Cloud ที่เหมาะสม โดยมีหลักเกณฑ์ในการพิจารณา ดังนี้

 

หลักการพิจารณาในการเลือกผู้ให้บริการ Cloud

  1. ผู้ให้บริการ Cloud มีมาตรฐานใดรองรับบ้าง
  2. มีการแยก Security หรือ Network ตามแต่ละผู้ใช้งานหรือไม่ ( Multi-Tenancy)
  3. หากมีผู้ใช้งานรายอื่นใน Cloud เดียวกันโดนโจมตี ระบบของเรามีจะได้รับผลกระทบหรือไม่
  4. มีการสำรอง และกู้คืนระบบหรือไม่
  5. การจัดเก็บ Data ทำอย่างไร

 

มาตรฐานการให้บริการสากล

ตัวอย่าง  มาตรฐาน Payment Card Industry (PCI) Data Security Standard (DSS) คือ มาตรฐานการควบคุมความปลอดภัย และปกป้องข้อมูลของผู้ถือบัตรเครดิต ซึ่งผู้ให้บริการคลาวด์ที่จะสามารถให้บริการที่มีการทำธุรกรรมทางการเงินเกี่ยวกับบัตรเครดิต จะต้องได้รับ Certified ตัวนี้ เป็นต้น ซึ่งมาตรฐานตัวนี้เป็นมาตรฐานสากลที่ร่วมกำหนดโดย American Express, Discover Financial Services, JCB International, MasterCard Worldwide และ Visa Inc. International ข้อกำหนดนี้ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยให้ทั่วโลกมีมาตรการด้านความปลอดภัยของข้อมูลที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน  รายละเอียดเพิ่มเติม

 

 

การใช้งาน Security บน Cloud มีข้อดีอย่างไร?

  1. สามารถเพิ่มจำนวนได้อย่างรวดเร็ว เพื่อรองรับ Workload ( Benefits of Scale)
  2. ทำให้การบริหารจัดการ Security อยู่บนมาตรฐานเดียวกัน (Standardized) ในการจัดการ Security ขององค์กรปัญหาที่พบบ่อยคือ ต้องใช้อุปกรณ์จากหลายผู้ผลิต หลากหลายวิธีการและ Configuration ซึ่งการเชื่อมต่ออุปกรณ์แต่ละอย่างจึงทำได้ยากเนื่องจากผู้ผลิตจะมีวิธีการ Configure ตามเทคโนโลยีของตนเอง การใช้ Security บน Cloud จะช่วยทำให้การ Deploy Security ทำได้ง่ายขึ้นเพราะ Cloud Provider จะทำการ customize มาเรียบร้อยแล้ว
  3. รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ สามารถปรับเปลี่ยนได้ทันที
  4. ผ่านการ Audits ตามมาตรฐานของแต่ละ Cloud Provider
  5. ลดต้นทุน เนื่องจาก การเช่าใช้ระบบ Cloud มีการคิดค่าใช้จ่ายแบบเช่าใช้ คิดค่าใช้จ่ายตามจริง ลูกค้ามีทางเลือกที่หลากหลายในการเลือกใช้ Security Solution โดยสามารถเลือกใช้บริการจาก Marketplace ของผู้ให้บริการ Cloud บางราย และสามารถเปรียบเทียบราคาได้ทันทีจึงประเมินค่าใช้จ่ายล่วงหน้าได้ ทำให้การวางงบประมาณทางด้าน IT เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
  6. ประหยัดเวลา ผู้ใช้ไม่ต้องเสียเวลาไปเลือกซื้อตาม Brand เพียงดูแค่ข้อกำหนดว่าสิ่งที่อยากได้คืออะไร ไม่ต้องยุ่งเรื่อง hardware ไม่ต้องยุ่งเรื่อง Maintenance Agreement (MA)

การใช้งาน Cloud เปรียบเสมือนการเอาข้อมูลขององค์กรที่สำคัญไปฝากไว้กับคนอื่น (ผู้ให้บริการ Cloud)  ดังนั้น Cloud Security จึงเป็นประเด็นที่ผู้ใช้งานควรให้ความสำคัญ เพื่อป้องกันการถูกโจมตีระบบ ทั้งจาก Private หรือ Public และยังทำให้คุณวางแผนที่จะนำระบบ Cloud มาใช้ในองค์กรได้อย่างปลอดภัยยิ่งขึ้น ซึ่งสามารถทำได้โดยพิจารณาเลือกผู้ให้บริการ Cloud ที่ได้มาตรฐาน มี Certified และเหมาะสมกับการใช้งานของแต่ละองค์กร

 

ติดตาม Cloud Talk ครั้งต่อไปได้ที่ www.facebook.com/cloudtalk

 

เอกสารการบรรยาย Next Generation Security Platform – Palo Alto Download

เอกสารการบรรยาย Cloud Security – True IDC Download

 

by นิตินัย ภู่พัฒนสิริ, ภัคพงษ์ สิทธาพานิช