ข่าว & บทความ

  • ทั้งหมด
  • กรณีศึกษา
  • ข่าว
  • บทความ
  • สรุปคลาวด์ทอล์ค
#News & PR

ทรู ไอดีซี ได้รับรางวัลผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ยอดเยี่ยมแห่งปี และผู้ให้บริการคลาวด์ยอดเยี่ยมแห่งปี ในงาน 2018 Thailand Excellence Awards

29 มีนาคม 2018 | 313 Views

กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย 28 มีนาคม 2561 – ทรู ไอดีซี ได้รับมอบสองรางวัลอันทรงเกียรติ ในงานประกาศผลรางวัล Frost & Sullivan Thailand Excellence Awards ที่จัดขึ้นที่โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ ประเทศไทย โดยสองรางวัลอันทรงเกียรติที่ ทรู ไอดีซี ได้รับ คือรางวัล 2018 Frost & Sullivan Thailand Data Center Service Provider of the Year และรางวัล 2018 Frost & Sullivan Thailand Cloud Service Provider of the Year

 

นายนิสชาล โฆราณา ผู้อำนวยการด้านการเปลี่ยนแปลงดิจิทัลของ ฟรอสต์ แอนด์ ซัลลิแวน กล่าวว่าการที่ ทรู ไอดีซี มุ่งเน้นการปฏิบัติงานที่เป็นเลิศและเป็นที่ยอมรับทั่วโลก โดยได้รับการรับรองมาตรฐานประกอบกับนโยบายการกระตุ้นการเติบโตอย่างต่อเนื่องทำให้องค์กรมีความได้เปรียบในภูมิภาคนี้

“ตลาดดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทยกำลังมีการแข่งขันที่เพิ่มมากขึ้น เพราะผู้ให้บริการต่างก็มีการขยายงานและจับมือกับพันธมิตรเพื่อสร้างความเติบโต ในสภาวะเช่นนี้ ทรู ไอดีซี ยังสามารถสร้างความเติบโตด้านรายได้อย่างโดดเด่นด้วยหลากหลายกลยุทธ์ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการแบบครบวงจร (end-to-end services) หรือการที่องค์กรสร้างมูลค่าโดยการเป็นผู้ให้บริการเครือข่ายอย่างแบบเสรี (carrier-neutral)” นายนิสชาลกล่าว

 

ในด้านการให้บริการคลาวด์ ทรู ไอดีซีเป็นที่ยอมรับในการช่วยปฏิรูปธุรกิจด้วยบริการที่ตอบโจทย์ นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นที่จะสร้างความแตกต่างด้วยการตอบโจทย์การใช้งานไอทีแบบผสมผสาน (hybrid IT environments) พร้อมการขับเคลื่อนการลงทุนสู่การปฏิบัติงานที่เป็นเลิศและเป็นที่ยอมรับทั่วโลกเพื่อตอบสนองความกังวลในเรื่องของความปลอดภัยในการใช้งานคลาวด์

“ในหมู่ผู้ให้บริการที่เร่งพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองการหันมาใช้งานคลาวด์ที่เพิ่มมากขึ้นขององค์กรไทย ทรู ไอดีซี มีความได้เปรียบในเชิงนโยบายทำให้ประสบความสำเร็จอย่างโดดเด่น การที่ ทรู ไอดีซี เป็นพันธมิตรกับผู้ให้บริการคลาวด์ระดับยักษ์ใหญ่และการพัฒนาบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถในอุตสาหกรรมคลาวด์ยังช่วยให้องค์กรสร้างการให้บริการคลาวด์แบบครบวงจร” นายนิสชาลกล่าว

 

“เราภูมิใจมากที่ได้รับรางวัล 2018 Frost & Sullivan Thailand Data Center Service Provider of the Year และรางวัล 2018 Frost & Sullivan Thailand Cloud Service Provider of the Year จากฟรอสต์ แอนด์ ซัลลิแวน” นายศุภรัฒศ์ ศิวะเพ็ชรานาถ สิงหรา ณ อยุธยา ผู้จัดการทั่วไป/ประธานคณะผู้บริหารผ่ายเทคโนโลยี ทรู ไอดีซี กล่าว

ผู้ได้รับรางวัล Frost & Sullivan Thailand Excellence Awards ได้รับการคัดเลือกผ่านการวิจัยเชิงลึกที่จัดทำโดยนักวิเคราะห์จากฟรอสต์ แอนด์ ซัลลิแวน เพื่อสะท้อนถึงสภาวะการเปลี่ยนแปลงของตลาดในปัจจุบันและรวมไปถึงแนวโน้มใหม่ๆที่เกิดขึ้น องค์กรที่ได้รับเลือกได้รับการประเมินผลจากดัชนีชี้วัดผลงานจริง ซึ่งรวมไปถึงการเติบโตของผลประกอบการ และการเติบโตของส่วนแบ่งตลาด, ความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมของผลิตภัณฑ์, นโยบายการตลาด และนโยบายการพัฒนาธุรกิจ

 

 

#Case Study

วิทยาการคอมฯ ม. เกษตรฯ มั่นใจ ใช้ Amazon Web Services ทำงานวิจัย

17 กรกฎาคม 2017 | 392 Views

บทความนี้เป็นบทสัมภาษณ์พิเศษของ ดร. รุจ เอกะวิภาต อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ ภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เกี่ยวกับการนำ Amazon Web Services (AWS) เข้ามาใช้สนับสนุนการทำงานวิจัยของภาควิชา และนำไปใช้เป็นสื่อการสอนสำหรับนิสิต รวมไปถึงสาเหตุว่าทำไมถึงเลือกใช้การสนับสนุนจาก True Internet Data Center (True IDC)

ภาพรวมของภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ เป็นหนึ่งในภาควิชาของคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้รับอนุมัติให้มีการจัดตั้งเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2535 เปิดสอนหลักสูตรปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอกสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ ภาควิชามีการปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรให้ทันต่อความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสมัยใหม่และความต้องการของภาคเอกชนอยู่เสมอ และมุ่งเน้นผลิตบัณฑิตและมหาบัณฑิตที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญทางวิทยาการคอมพิวเตอร์ ทั้งด้านวิชาการ งานวิจัย และประสบการณ์การทำงานจริงผ่านรายวิชาสหกิจศึกษา รวมไปถึงการศึกษาค้นคว้าวิจัยเพื่อเผยแพร่องค์ความรู้และให้บริการวิชาการแก่สังคม

ในส่วนการเรียนการสอน ขณะนี้ภาควิชาเปิดสอนหลักสูตรปริญญาโทในหลายสาขาวิชา เช่น Internet of Things, Machine Learning, Image Processing, Graphics, Networks and Security และ Software Engineering และในปีการศึกษา 2560 นี้ภาควิชาจะเปิดสอนเกี่ยวกับ Data Science ด้วย หลักสูตรปริญญาโทของภาควิชามีทั้งเรียนในเวลาราชการซึ่งเน้นการทำวิจัย และเรียนนอกเวลาราชการเพื่อให้นิสิตสามารถทำงานและศึกษาหาความรู้ไปพร้อมกันได้

ปัญหาและอุปสรรคของภาควิชาฯ

ด้วยความมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำทางด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ ภาควิชาได้สนับสนุนการทำวิจัยของอาจารย์และนิสิตด้วยดีตลอดมา ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณสำหรับงานวิจัย รวมไปถึงทรัพยากรต่างๆ ที่อาจารย์และนิสิตสามารถนำไปใช้ได้ อย่างไรก็ตาม ปัญหาและอุปสรรคสำคัญของการจัดเตรียมทรัพยากรเพื่อความพร้อมในการทำงานวิจัย คือ การประเมินทรัพยากรคอมพิวเตอร์ที่ต้องใช้ในช่วงเริ่มต้นทำการวิจัย ไม่ว่าจะเป็น จำนวนเครื่องเซิร์ฟเวอร์ ขนาดของอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล และชนิดของอุปกรณ์ระบบเครือข่ายนั้นทำได้ยาก การจัดซื้อจำเป็นต้องเลือกอุปกรณ์ขนาดใหญ่ที่จะครอบคลุมความต้องการในอนาคตเพื่อป้องกันทรัพยากรไม่เพียงพอ ถึงแม้ว่าทางมหาวิทยาลัยจะมีระบบ Cloud ให้บริการฟรีสำหรับคณะและภาควิชา แต่การจองทรัพยากรบนระบบ Cloud โดยไม่ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่นั้น ก็เหมือนเป็นการเอาเปรียบกลุ่มวิจัยอื่นที่ต้องการใช้ทรัพยากรด้วยเช่นกัน

ความต้องการของภาควิชาฯ

เนื่องจากไม่สามารถกำหนดความต้องการและปริมาณในการใช้งานทรัพยาการในการทำงานวิจัยได้อย่างชัดเจน และจำเป็นต้องปรับเพิ่มลดทรัพยากรที่ใช้ให้เหมาะสำหรับการทดลองต่างๆ ในช่วงเริ่มโครงการวิจัย จึงทำให้ภาควิชาต้องการโซลูชันระบบโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ที่สามารถจัดสรรทรัพยากรและปรับแต่งการใช้งานได้อย่างรวดเร็วและอิสระ เพื่อให้สามารถใช้ทรัพยากรได้อย่างคุ้มค่าที่สุด รวมไปถึงสามารถประเมินการใช้ทรัพยากรได้อย่างเที่ยงตรง บริการ Infrastructure-as-a-Service (IaaS) จึงเป็นโซลูชันที่ตรงกับความต้องการของโครงการวิจัยมากที่สุด

“การเริ่มทำงานวิจัยใหม่ๆ บางกรณีเราไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่าจะต้องใช้ทรัพยากรคอมพิวเตอร์เท่าไหร่ อาจต้องมีการปรับขึ้นปรับลงให้เหมาะสมกับงานที่เราทำ จึงเป็นเรื่องยากที่จะทำเรื่องขอใช้ทรัพยากรจากทางมหาวิทยาลัยหรือรัฐบาลในปริมาณที่เหมาะสม เราต้องการการจัดสรรทรัพยากรที่มีความยืดหยุ่น สามารถปรับแต่งการใช้งานได้อย่างรวดเร็วภายใต้การคิดค่าบริการที่เหมาะสมอีกด้วย” — ดร. รุจ ระบุถึงปัญหาและความต้องการของการทำงานวิจัย

Amazon Web Services เข้ามาช่วยเหลือการทำงานวิจัยและการเรียนการสอนของนิสิตในภาควิชาฯ ได้อย่างไร

ภาควิชาตัดสินใจใช้ AWS เข้ามาสนับสนุนการทำวิจัยของอาจารย์และการเรียนการสอนของนิสิต เนื่องจาก AWS เป็นระบบ Cloud สาธารณะที่ให้บริการตั้งแต่ Infrastructure-as-a-Service (IaaS), Platform-as-a-Service (PaaS) ไปจนถึง Software-as-a-Service (SaaS) ซึ่งช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการทำงานวิจัย และลดต้นทุนด้านค่าใช้จ่ายได้เป็นอย่างดี AWS เข้ามาตอบโจทย์ความต้องการ 3 ประการ คือ

  1. ใช้งานได้หลากหลาย: AWS มีฟีเจอร์และเครื่องมือให้เลือกใช้เป็นจำนวนมาก ตอบโจทย์ความต้องการด้านการทำวิจัยได้หลายรูปแบบ ยกตัวอย่างเช่น การทำคลัสเตอร์ Hadoop โดยใช้ EC2, S3 และ EMR เพื่อประมวลผล Big Data Analytics
  2. ยืดหยุ่นสูง: สามารถปรับแต่งเพิ่มลดทรัพยากรคอมพิวเตอร์ได้อย่างอิสระและรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นจำนวนเซิร์ฟเวอร์หรือขนาดของอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล โดยไม่ต้องเสียเวลาในการติดต่อกับผู้ให้บริการเพื่ออธิบายความต้องการใหม่ ที่สำคัญคือมี Community ในการแลกเปลี่ยนข้อมูล ทำให้สามารถแบ่งปันประสบการณ์และค้นหาความรู้เพิ่มเติมได้ไม่ยาก นอกจากนี้ยังใช้เวลาฝึกฝนเพื่อเรียนรู้การใช้งานได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย
  3. ประหยัดค่าใช้จ่าย: คิดค่าใช้จ่ายตามปริมาณการใช้งานจริง ซึ่งเหมาะกับลักษณะการเริ่มต้นทำงานวิจัยของโครงการที่มีการปรับเพิ่มลดทรัพยากรบ่อย และใช้งานเป็นครั้งคราว ไม่สม่ำเสมอ เมื่อคำนวณ CapEx และ OpEx ในช่วง 3 ปีแรกเทียบกับการจัดซื้ออุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ใหม่สำหรับเริ่มทำงานวิจัย จะพบว่าการใช้ AWS มีค่าใช้จ่ายต่ำกว่ามาก

นอกจากนี้ AWS ยังนำเสนอโปรแกรม AWS Educate ซึ่งอนุญาตให้คณาจารย์และนักศึกษาสามารถใช้บริการได้ฟรีภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด ทำให้ภาควิชาสามารถนำ AWS มาใช้เป็นสื่อการสอนเทคโนโลยีระบบ Cloud เพื่อให้นิสิตสามารถนำความรู้ที่ได้ไปต่อยอดเพื่อทำธุรกิจของตนเองระหว่างที่กำลังศึกษาอยู่ รวมไปถึงใช้เพิ่มทักษะให้พร้อมกับการทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญในอนาคตได้

ทำไมถึงเลือกใช้การสนับสนุนจาก True IDC

เนื่องจาก True IDC มีทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญด้าน AWS พร้อมให้คำปรึกษามื่อมีข้อสงสัยหรือประสบปัญหาตลอดเวลา ในขณะที่ฝ่ายขายช่วยวางแผนค่าใช้จ่ายโดยนำเสนอแผนการชำระเงินเป็นรอบแล้วทยอยหักตามการใช้งานจริง ในกรณีที่เงินเหลือยังสามารถนำไปทบไว้เพื่อใช้ในรอบบิลถัดไปได้ ส่งผลให้โครงการวิจัยและอาจารย์ผู้สอนในภาควิชาที่นำ AWS มาใช้ในการสอน สามารถใช้บริการ AWS ได้คุ้มค่าและประหยัดค่าใช้จ่ายมากที่สุด

“True IDC เข้ามาให้คำปรึกษาและแนะนำโซลูชันของ AWS ให้กับทางโครงการวิจัยที่ผมร่วมทำอยู่ พร้อมช่วยวางแผนด้านค่าใช้จ่ายในการใช้บริการ AWS เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด” — ดร. รุจ กล่าว

นอกจากนี้ True IDC ยังร่วมกับภาควิชาเพื่อจัดอบรม Cloud Talk สัญจร (FB: CloudTalk) เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีระบบ Cloud และการใช้งาน AWS เพื่อเปิดโอกาสให้นิสิตนำความรู้ที่ได้ไปสร้างสรรค์ผลงานหรือใช้เป็นช่องทางต่อยอดการศึกษาได้

สรุปผลลัพธ์การใช้งาน Amazon Web Services

AWS ช่วยเข้ามาจัดสรรการใช้ทรัพยากรคอมพิวเตอร์เพื่อสนับสนุนทีมนักวิจัยในภาควิชาได้อย่างยอดเยี่ยม ในราคาที่คุ้มค่า ที่สำคัญคือทีมนักวิจัยสามารถบริหารจัดการทุกอย่างได้ด้วยตนเอง ทำให้สามารถทำงานวิจัยได้รวดเร็วและคล่องตัวขึ้นกว่าเดิม ทั้งยังสามารถทดลองใช้เครื่องมือต่างๆ เพื่อสนับสนุนการทำวิจัยได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้การที่มี True IDC เป็นพันธมิตรช่วยสนับสนุนการดำเนินการให้คำปรึกษาต่างๆ ทำให้ผู้ทำวิจัยสามารถใช้ AWS ได้อย่างมั่นใจ

แผนงานในอนาคต

ภาควิชาเล็งเห็นถึงความสำคัญของเทคโนโลยีระบบ Cloud ในช่วงที่ประเทศกำลังก้าวเข้าสู่ยุค Digital เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีที่บริหารจัดการได้ง่าย มีต้นทุนค่าใช้จ่ายต่ำ และรองรับการขยายอย่างไร้ขีดจำกัดได้ในอนาคต ทำให้ภาควิชาสนับสนุนการนำ AWS ไปใช้ร่วมกับระบบที่มีอยู่ของมหาวิทยาลัยเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์แก่การทำวิจัยสูงสุด นอกจากนี้กำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้ AWS เพื่อรองรับการทำงานวิจัยของนิสิตภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ รวมไปถึงการเพิ่มการให้ความรู้และทักษะที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีระบบCloud เพื่อให้นิสิตในทุกระดับสามารถนำความรู้ไปใช้งานและฝึกฝนทักษะสำหรับเตรียมประกอบอาชีพในอนาคตได้

สุดท้าย ภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์และ True IDC พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการเสริมสร้างการเรียนรู้และพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะความสามารถด้านการใช้เทคโนโลยีระบบ Cloud และเทคโนโลยีระบบสารสนเทศอื่นๆ เพื่อเป็นกำลังให้สังคมไทยพร้อมก้าวเข้าสู่ยุค Thailand 4.0 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

#News & PR

ทรู ไอดีซี ได้รับรางวัลผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ยอดเยี่ยมแห่งปี และผู้ให้บริการคลาวด์ยอดเยี่ยมแห่งปี ในงาน 2018 Thailand Excellence Awards

29 มีนาคม 2018 | 313 Views

กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย 28 มีนาคม 2561 – ทรู ไอดีซี ได้รับมอบสองรางวัลอันทรงเกียรติ ในงานประกาศผลรางวัล Frost & Sullivan Thailand Excellence Awards ที่จัดขึ้นที่โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ ประเทศไทย โดยสองรางวัลอันทรงเกียรติที่ ทรู ไอดีซี ได้รับ คือรางวัล 2018 Frost & Sullivan Thailand Data Center Service Provider of the Year และรางวัล 2018 Frost & Sullivan Thailand Cloud Service Provider of the Year

 

นายนิสชาล โฆราณา ผู้อำนวยการด้านการเปลี่ยนแปลงดิจิทัลของ ฟรอสต์ แอนด์ ซัลลิแวน กล่าวว่าการที่ ทรู ไอดีซี มุ่งเน้นการปฏิบัติงานที่เป็นเลิศและเป็นที่ยอมรับทั่วโลก โดยได้รับการรับรองมาตรฐานประกอบกับนโยบายการกระตุ้นการเติบโตอย่างต่อเนื่องทำให้องค์กรมีความได้เปรียบในภูมิภาคนี้

“ตลาดดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทยกำลังมีการแข่งขันที่เพิ่มมากขึ้น เพราะผู้ให้บริการต่างก็มีการขยายงานและจับมือกับพันธมิตรเพื่อสร้างความเติบโต ในสภาวะเช่นนี้ ทรู ไอดีซี ยังสามารถสร้างความเติบโตด้านรายได้อย่างโดดเด่นด้วยหลากหลายกลยุทธ์ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการแบบครบวงจร (end-to-end services) หรือการที่องค์กรสร้างมูลค่าโดยการเป็นผู้ให้บริการเครือข่ายอย่างแบบเสรี (carrier-neutral)” นายนิสชาลกล่าว

 

ในด้านการให้บริการคลาวด์ ทรู ไอดีซีเป็นที่ยอมรับในการช่วยปฏิรูปธุรกิจด้วยบริการที่ตอบโจทย์ นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นที่จะสร้างความแตกต่างด้วยการตอบโจทย์การใช้งานไอทีแบบผสมผสาน (hybrid IT environments) พร้อมการขับเคลื่อนการลงทุนสู่การปฏิบัติงานที่เป็นเลิศและเป็นที่ยอมรับทั่วโลกเพื่อตอบสนองความกังวลในเรื่องของความปลอดภัยในการใช้งานคลาวด์

“ในหมู่ผู้ให้บริการที่เร่งพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองการหันมาใช้งานคลาวด์ที่เพิ่มมากขึ้นขององค์กรไทย ทรู ไอดีซี มีความได้เปรียบในเชิงนโยบายทำให้ประสบความสำเร็จอย่างโดดเด่น การที่ ทรู ไอดีซี เป็นพันธมิตรกับผู้ให้บริการคลาวด์ระดับยักษ์ใหญ่และการพัฒนาบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถในอุตสาหกรรมคลาวด์ยังช่วยให้องค์กรสร้างการให้บริการคลาวด์แบบครบวงจร” นายนิสชาลกล่าว

 

“เราภูมิใจมากที่ได้รับรางวัล 2018 Frost & Sullivan Thailand Data Center Service Provider of the Year และรางวัล 2018 Frost & Sullivan Thailand Cloud Service Provider of the Year จากฟรอสต์ แอนด์ ซัลลิแวน” นายศุภรัฒศ์ ศิวะเพ็ชรานาถ สิงหรา ณ อยุธยา ผู้จัดการทั่วไป/ประธานคณะผู้บริหารผ่ายเทคโนโลยี ทรู ไอดีซี กล่าว

ผู้ได้รับรางวัล Frost & Sullivan Thailand Excellence Awards ได้รับการคัดเลือกผ่านการวิจัยเชิงลึกที่จัดทำโดยนักวิเคราะห์จากฟรอสต์ แอนด์ ซัลลิแวน เพื่อสะท้อนถึงสภาวะการเปลี่ยนแปลงของตลาดในปัจจุบันและรวมไปถึงแนวโน้มใหม่ๆที่เกิดขึ้น องค์กรที่ได้รับเลือกได้รับการประเมินผลจากดัชนีชี้วัดผลงานจริง ซึ่งรวมไปถึงการเติบโตของผลประกอบการ และการเติบโตของส่วนแบ่งตลาด, ความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมของผลิตภัณฑ์, นโยบายการตลาด และนโยบายการพัฒนาธุรกิจ

 

 

#Article

Cloud จะมาแทนที่ Data Center หรือไม่?

03 พฤษภาคม 2018 | 77 Views

Werner Vogels, CTO ของ AWS เผย มีองค์กรขนาดใหญ่จำนวนมากที่เลือกทิ้ง Data Center แล้วนำภาระงานทั้งหมดขึ้นระบบ Cloud แทน แต่ไม่ใช่ว่า Data Center จะกลายเป็นอดีตแต่อย่างใด

ภายในงาน AWS Summit San Francisco ที่เพิ่งจัดไปเมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา Vogels ออกมาเปิดเผยแนวโน้มเกี่ยวกับการเปลี่ยนไปใช้ระบบ Cloud ขององค์กรทั่วโลก พบว่ามีองค์กรขนาดใหญ่จำนวนมากที่เลือกละทิ้งการใช้ Data Center แล้วย้ายภาระงานทั้งหมดขึ้นระบบ Cloud แทน ไม่ว่าจะเป็น Cox Automotive, Dealer.com, Kelly Blue Book และธุรกิจค้ารถอีกจำนวนมาก ซึ่งบริษัทเหล่านี้เลือกที่จะย้ายไปใช้ AWS อย่างสมบูรณ์ และปิด Data Center ที่ใช้งานอยู่รวมกันมากกว่า 40 แห่ง เช่นเดียวกันกับ News International และ GE ในสหราชอาณาจักร ที่สั่งปิด Data Center ไปแล้ว 60 และ 30 แห่งตามลำดับ รวมไปถึงกระทรวงยุติธรรมที่ออกประกาศชัดเจนแล้วว่ากำลังเปลี่ยนไปใช้งาน AWS

“ไม่มีอุตสาหกรรมใดในโลก Enterprise ที่ไม่นำ AWS เข้าไปใช้งาน” — Vogels กล่าวในงาน
Credit: Fredric Paul/NetworkWorld.com
อย่างไรก็ตาม Vogels ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ถึงแม้ว่าทุกอุตสาหกรรมจะเริ่มย้ายภาระงานไปยังระบบ Cloud มากขึ้นเรื่อยๆ แต่บริษัทเหล่านั้นก็ไม่ถึงขั้นปิด Data Center และย้ายภาระงานไประบบ Cloud ทั้งหมด รวมๆ แล้วทั่วโลกมีการปิด Data Center ไปเพียงไม่กี่ร้อยแห่งเท่านั้น ที่สำคัญคือยังคงมี Data Center หลายแห่งที่ถูกออกแบบมาให้ทำงานเฉพาะอย่างทำให้ไม่สามารถย้ายไปใช้ระบบ Cloud ได้
ด้วยเหตุนี้ ทำให้เรื่องที่ Cloud จะมาแทนที่ Data Center หรือไม่นั้น ยังคงคาดการณ์ได้ยาก แต่การหันไปใช้ Cloud จะส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่ออุตสาหกรรม IT อย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งงานด้านผู้ดูแลระบบหรือผู้ปฏิบัติการที่เปิดเพิ่มสำหรับระบบ Cloud หรือการที่ผู้ให้บริการเครือข่ายบรอดแบนด์ต้องขยายโครงข่ายพื้นฐานสำหรับเชื่อมต่อระบบ Cloud ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงด้านการบริหารจัดการทรัพยากร IT ขององค์กร การปรับการลงทุน CapEx ให้ลดน้อยลงแล้วเพิ่ม OpEx แทน นอกจากนี้ ที่เห็นชัดที่สุด คือการเปลี่ยนแปลงของการใช้อุปกรณ์ต่างๆ ใน Data Center
#CloudTalk Summary

Cloud Security การวางระบบให้ใช้งานได้อย่างปลอดภัย

07 กรกฎาคม 2017 | 767 Views

 

Cloud Talk No. 5 Cloud Security ในครั้งนี้ได้พูดถึง 2 ประเด็นหลักๆ คือ หลักการพิจารณาในการเลือกผู้ให้บริการ Cloud และ การวาง Cloud Architect ที่ช่วยให้ใช้งานระบบคลาวด์ได้อย่างปลอดภัย

 

 

การจัดการเกี่ยวกับระบบ Security

ปัจจุบันบริษัทส่วนใหญ่มักจะเก็บข้อมูลต่างๆขององค์กรไว้ที่ Server และจัดเก็บ Server เหล่านั้นไว้ที่ Data Center อีกทีหนึ่ง ทำให้ต้องลงทุนอุปกรณ์ Infrastructure ที่จำเป็น รวมไปถึงอุปกรณ์ security ต่างๆ เช่น firewall, IPS, IDS, DDoS เพื่อสร้างความปลอดภัยไม่ให้ระบบถูก hack หรือโดนไวรัส ซึ่งอุปกรณ์ security เหล่านี้มีราคาค่อนข้างสูง แต่ในปัจจุบัน เมื่อ IT ของแต่ละบริษัทเริ่มมีความมั่นใจย้ายการเก็บข้อมูลมาสู่ระบบ Cloud ซึ่งมีต้นทุนที่ถูกกว่า Physical Server ก็อาจจะมี Risk ด้าน Security เกิดขึ้นได้เช่นกัน ดังนั้นการใช้งานบนระบบ Cloud จึงไม่ใช่เพียงแค่ซื้อ Firewall แล้วจบเหมือนเมื่อก่อน แต่ผู้ใช้งานควรจะพิจารณาในเรื่อง Security ด้วย ซึ่งสามารถทำได้โดยพิจารณาในขั้นตอนการเลือกผู้ให้บริการ Cloud ที่เหมาะสม โดยมีหลักเกณฑ์ในการพิจารณา ดังนี้

 

หลักการพิจารณาในการเลือกผู้ให้บริการ Cloud

  1. ผู้ให้บริการ Cloud มีมาตรฐานใดรองรับบ้าง
  2. มีการแยก Security หรือ Network ตามแต่ละผู้ใช้งานหรือไม่ ( Multi-Tenancy)
  3. หากมีผู้ใช้งานรายอื่นใน Cloud เดียวกันโดนโจมตี ระบบของเรามีจะได้รับผลกระทบหรือไม่
  4. มีการสำรอง และกู้คืนระบบหรือไม่
  5. การจัดเก็บ Data ทำอย่างไร

 

มาตรฐานการให้บริการสากล

ตัวอย่าง  มาตรฐาน Payment Card Industry (PCI) Data Security Standard (DSS) คือ มาตรฐานการควบคุมความปลอดภัย และปกป้องข้อมูลของผู้ถือบัตรเครดิต ซึ่งผู้ให้บริการคลาวด์ที่จะสามารถให้บริการที่มีการทำธุรกรรมทางการเงินเกี่ยวกับบัตรเครดิต จะต้องได้รับ Certified ตัวนี้ เป็นต้น ซึ่งมาตรฐานตัวนี้เป็นมาตรฐานสากลที่ร่วมกำหนดโดย American Express, Discover Financial Services, JCB International, MasterCard Worldwide และ Visa Inc. International ข้อกำหนดนี้ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยให้ทั่วโลกมีมาตรการด้านความปลอดภัยของข้อมูลที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน  รายละเอียดเพิ่มเติม

 

 

การใช้งาน Security บน Cloud มีข้อดีอย่างไร?

  1. สามารถเพิ่มจำนวนได้อย่างรวดเร็ว เพื่อรองรับ Workload ( Benefits of Scale)
  2. ทำให้การบริหารจัดการ Security อยู่บนมาตรฐานเดียวกัน (Standardized) ในการจัดการ Security ขององค์กรปัญหาที่พบบ่อยคือ ต้องใช้อุปกรณ์จากหลายผู้ผลิต หลากหลายวิธีการและ Configuration ซึ่งการเชื่อมต่ออุปกรณ์แต่ละอย่างจึงทำได้ยากเนื่องจากผู้ผลิตจะมีวิธีการ Configure ตามเทคโนโลยีของตนเอง การใช้ Security บน Cloud จะช่วยทำให้การ Deploy Security ทำได้ง่ายขึ้นเพราะ Cloud Provider จะทำการ customize มาเรียบร้อยแล้ว
  3. รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ สามารถปรับเปลี่ยนได้ทันที
  4. ผ่านการ Audits ตามมาตรฐานของแต่ละ Cloud Provider
  5. ลดต้นทุน เนื่องจาก การเช่าใช้ระบบ Cloud มีการคิดค่าใช้จ่ายแบบเช่าใช้ คิดค่าใช้จ่ายตามจริง ลูกค้ามีทางเลือกที่หลากหลายในการเลือกใช้ Security Solution โดยสามารถเลือกใช้บริการจาก Marketplace ของผู้ให้บริการ Cloud บางราย และสามารถเปรียบเทียบราคาได้ทันทีจึงประเมินค่าใช้จ่ายล่วงหน้าได้ ทำให้การวางงบประมาณทางด้าน IT เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
  6. ประหยัดเวลา ผู้ใช้ไม่ต้องเสียเวลาไปเลือกซื้อตาม Brand เพียงดูแค่ข้อกำหนดว่าสิ่งที่อยากได้คืออะไร ไม่ต้องยุ่งเรื่อง hardware ไม่ต้องยุ่งเรื่อง Maintenance Agreement (MA)

การใช้งาน Cloud เปรียบเสมือนการเอาข้อมูลขององค์กรที่สำคัญไปฝากไว้กับคนอื่น (ผู้ให้บริการ Cloud)  ดังนั้น Cloud Security จึงเป็นประเด็นที่ผู้ใช้งานควรให้ความสำคัญ เพื่อป้องกันการถูกโจมตีระบบ ทั้งจาก Private หรือ Public และยังทำให้คุณวางแผนที่จะนำระบบ Cloud มาใช้ในองค์กรได้อย่างปลอดภัยยิ่งขึ้น ซึ่งสามารถทำได้โดยพิจารณาเลือกผู้ให้บริการ Cloud ที่ได้มาตรฐาน มี Certified และเหมาะสมกับการใช้งานของแต่ละองค์กร

 

ติดตาม Cloud Talk ครั้งต่อไปได้ที่ www.facebook.com/cloudtalk

 

เอกสารการบรรยาย Next Generation Security Platform – Palo Alto Download

เอกสารการบรรยาย Cloud Security – True IDC Download

 

by นิตินัย ภู่พัฒนสิริ, ภัคพงษ์ สิทธาพานิช